|


คุยเหนือน้ำ กับ
“อนันดา เอเวอริ่งแฮม”
กับการพลิกบทบาทอีกครั้งในภาพยนตร์แอ็คชั่น-แฟนตาซีฟอร์มยักษ์
“ปืนใหญ่จอมสลัด”
(Queens of Langkasuka)
เป็นนักแสดงชายคุณภาพอันดับต้น ๆ
ของเมืองไทยที่เรียกได้ว่า
รับแสดงภาพยนตร์เรื่องไหนก็สามารถเรียกความสนใจจากผู้ชมได้ทุกเรื่องไป
สำหรับ
“อนันดา เอเวอริ่งแฮม”
ที่ล่าสุดกำลังจะมีภาพยนตร์แอ็คชั่น-แฟนตาซีเรื่อง
“ปืนใหญ่จอมสลัด”
(Queens of Langkasuka)
ของผู้กำกับ “นนทรีย์
นิมิบุตร”
ออกฉาย 12 ส.ค. นี้
แน่นอน เขายังคงพลิกคาแร็คเตอร์ได้อย่างสมบทบาทไม่แพ้เรื่องที่ผ่าน
ๆ มาเลย
เบื้องหน้าเบื้องหลังการทำงานในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องนี้เป็นอย่างไร
เราจะไปคุยกับเขากัน
บทบาท-คาแร็คเตอร์
ครับ เรื่องนี้ผมรับบทเป็น
“ปารี”
คาแร็คเตอร์ก็จะเป็นชาวน้ำชาวเลอะไรประมาณนี้ แล้วก็คือจริง ๆ แล้ว
ปารีเขาจะเป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบปกติอยู่ในเผ่าของเขาแล้วก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับใคร
แล้วก็พอดีตัวละครเขาเจออุปสรรคอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาเข้าไปพัวพันกับเรื่องการเมืองของลังกาสุกะครับ
คือจริง ๆ ตัวละครของปารีเนี่ย มันจะมี 2 ส่วนในเรื่อง
ส่วนแรกเนี่ยเขาจะเป็นตัวละครที่สงบหน่อย
เพราะเขามาจากเผ่าที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับในเรื่องสงครามระหว่างลังกาสุกะกับพวกโจรสลัด
แต่แล้วเหตุการณ์บางอย่างก็ทำให้ตัวละครปารีกลายมาเป็นตัวละครที่
Dark
ขึ้นมาหน่อย ทำให้เขามีความแค้นอะไรบางอย่าง
และต้องออกไปตามล่าพวกโจรสลัดจนเข้าไปพัวพันกับเรื่องการเมือง
เกี่ยวข้องกับเรื่องเจ้าหญิงลังกาสุกะอะไรประมาณนี้ครับ
จุดเด่น-ความสามารถของปารี
ความสามารถพิเศษเหรอฮะ
คือจะบอกว่าปารีสามารถอยู่ไปได้เดือนหนึ่งโดยไม่แปรงฟันอย่างที่เห็นนี่แหละครับ
(หัวเราะ) ครับ จริง ๆ แล้วปารีมีวิชาดูหลำเป็นอาวุธประจำตัว คือในหนังเนี่ยเราเอาวิชาดูหลำซึ่งจริง
ๆ แล้วเขาก็มีอยู่จริงมาขยายทำให้มันมีความพิเศษมากขึ้น โดยวิชาดูหลำในเรื่องก็คือวิชาที่สามารถบังคับสิ่งมีชีวิตในท้องทะเล
คือพวกสัตว์น้ำอะไรอย่างนี้ ส่งกระแสที่ออกมาจาก
Center
ของร่างกาย
แบบแบ่งพลังออกมาแล้วมันก็จะออกมาเป็นอะไรที่คล้าย ๆ
กับกระแสคลื่นที่สัตว์ใต้น้ำจะเข้าใจเราได้
ซึ่งมันก็จะมีทั้งด้านดีและด้านมืด คือถ้าเราหลงใหลไปกับด้านมืด
ก็จะสามารถแสดงความรุนแรงที่เป็นพลังฉาบฉวยหรืออะไรประมาณนี้ออกมาทำลายสิ่งต่าง
ๆ ได้แม้กระทั้งจิตใจตัวเอง คือ ไอ้ตัวละครที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้
พอมันเจออุปสรรคอะไรบางอย่างมัน คือคนใกล้ตัวมันตายเนี่ย
มันเลยมีแต่ความแค้นที่เหลือจากตรงนี้
แล้วจุดมุ่งหมายของมันก็คือล้างแค้นอย่างเดียวเลย
ที่ผมบอกว่ามันฉาบฉวยในการที่ออกไปล้างแค้น
มันเป็นวิธีที่แก้ปัญหาของจิตใจในทางด้านที่มันฉาบฉวยมันก็คิดอย่างนี้ก่อน
ขอให้ได้ฆ่ามันก่อน ขอให้ออกไปฆ่าศัตรูให้มันหมดเลยและก็คงดีขึ้น
มันก็เท่ากับหลงไปอยู่ในด้านมืดของดูหลำอะไรอย่างนี้นะครับ
ก็จะเปลี่ยนเป็นตัวละครอีกแบบหนึ่ง คล้าย ๆ คนป่วยหน่อย
ป่วยทางจิตอะไรอย่างนี้นะครับ ส่วนถ้าเป็นด้านดี ก็จะคล้าย ๆ
กับฝึกสมาธิแล้วปลงได้ สามารถใช้พลังให้ถูกทางได้
เป็นด้านของจิตใจที่ใฝ่ดีอะไรประมาณนี้น่ะครับ
การรับเล่นภาพยนตร์เรื่องนี้
คือจริง ๆ ผมก็รู้จักและสนิทกับพี่อุ๋ยอยู่แล้วไง
แล้วก็นานมากแล้วที่ผมไปเที่ยวแล้วบังเอิญเจอพี่อุ๋ย
แล้วแกก็คุยเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ให้ฟังว่า
ผมมีหนังเรื่องหนึ่งเกี่ยวข้องกับโจรสลัดเป็นโปรเจ็คต์ใหญ่ที่อยากทำเป็นไตรภาค
เราก็ครับ ๆ ๆ อะไรอย่างนี้ ตอนแรกก็คิดว่ามันไม่น่าจะใหญ่อะไรขนาดนี้
แต่แล้วพอไปเห็นโปรดักชั่นดีไซน์ต่าง ๆ มันก็เริ่มหวั่น ๆ จะไหวเหรอพี่
ผมจะเหมาะกับเรื่องอย่างนี้เหรอ เพราะผมเห็นคาแร็คเตอร์ดีไซน์มันก็ต่างจากตัวจริงของผมเหลือเกิน
เพราะว่าส่วนมากตัวละครที่ผมรับเล่นก็จะเป็นเรื่องของวัยรุ่น
เรื่องของปัจจุบันอะไรอย่างนี้
พอมันเป็นหนังพีเรียดมหากาพย์อะไรขนาดนี้ เราก็มีเรื่องการแสดง เรื่องบอดี้
เรื่องอะไรหลาย ๆ อย่างที่เราเป็นห่วงว่ามันจะดีเหรอ พอแต่งชุดแต่งตัว
พอแสดงแล้วเนี่ยมันจะสมจริงหรือเปล่า
ก็มีสิ่งที่เราเกร็งและกลัวค่อนข้างเยอะเหมือนกัน
แต่ส่วนหนึ่งเพราะว่าความสนิทล่ะผมว่า ถ้าพี่อุ๋ยทำผมก็ยินดีเล่นให้ได้อยู่แล้ว
แล้วพี่เขาก็บอกเราด้วยว่า...คือส่วนหนึ่งเขาก็เขียนมาให้มันตรงกับเรา
ไม่ใช่ว่าเขียนเรื่องให้ตรงกับผมหรอกนะ แต่ว่าคาแร็คเตอร์ดีไซน์
ไอ้ชาวเผ่าทะเลที่เขาเลือกลุคของชาวเผ่าอะไรอย่างนี้
เขาก็ค่อนข้างอินมาทางลุคของผมเองเลย มันก็เหมือนกับแบบยังไงก็ต้องเล่น
คือจริง ๆ เราก็รับปากเขาไว้ตั้งแต่ตอนโน้นแล้วด้วย
และเขาก็เขียนมาให้เราส่วนหนึ่งด้วยครับก็เลยรับเล่น
ถือว่าเป็นการพลิกบทบาทมาเล่นหนังแอ็คชั่น-แฟนตาซีเป็นครั้งแรก
ใช่ครับ ผมว่ามันพลิกบทบาทสำหรับทุกคนเลยนะครับ
เพราะว่าอย่างแรกคือหนังแนวนี้สไตล์นี้มันไม่เคยมีคนไทยทำเลยจะบอกว่ามันพลิกบทบาทสำหรับผมคนเดียวมันก็คงไม่ใช่
ผมว่าทุกคนในเรื่องนี้เลยที่ได้มาแสดงอะไรที่แปลกออกไปกว่าที่เคยนะครับ
อย่างผมก็ต้องมาใส่เตี่ยววิ่งไปวิ่งมาฟันดาบอะไรอย่างนี้
ก็ไม่เคยเหมือนกันครับ (หัวเราะ)
คาแร็คเตอร์นี้มีความเหมือนหรือแตกต่างจากตัวตนจริง ๆ
อย่างไรบ้าง
ทั้งพี่อุ๋ยและพี่เอก (เอก เอี่ยมชื่น)
บอกว่าเขาดีไซน์คาแร็คเตอร์นี้จากตัวผมเลย ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
สิ่งที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้มันคล้ายกับตัวจริงของผมตอนไหน
แต่ว่าคงอาจจะเป็น...คือตัวละครของเรามีความ
Soft
อยู่บ้าง ผมก็รู้สึกว่าในตัวจริงของผมก็มีความ
Soft
อยู่ด้วย เขาอาจจะอยากได้ตัวละครที่มันมีมิติตรงนี้ด้วย
ไม่ใช่มีแต่ความรุนแรง ความเถื่อนอย่างเดียวอะไรอย่างนี้
เขาอาจจะนึกถึงตรงนี้ สมมติว่าเราหาพื้นฐานคนที่
Soft
หน่อย ดูอ่อนหน่อย แล้วก็มาทำให้เขาดูกร้าน ทำให้เขาดูเถื่อน
มันอาจจะได้มิติตอนเขาแสดงน่ะครับ
ถ้าพูดในส่วนของความป่าเถื่อน ไม่แปรงฟัน ไม่อาบน้ำ
หัวกัง เอ๊ะ..หรือว่าตรงนั้นมันคล้ายผม (หัวเราะ)
ผมว่าตัวละครที่เราเล่นทุกตัว มันหนีจากตัวเราเองค่อนข้างมากอยู่แล้ว
ซึ่งจริง ๆ แล้วการแสดงที่แท้จริงเนี่ย มันก็ต้องฉีกจากสิ่งที่เราเป็น
ผมก็ย้อนกลับไปเรื่องเดิม ผมว่าพอเรื่องนี้มันจะหนักไปทางสงคราม
หนักไปทางตัวละครที่มันดูแรงไปหมด
ผมก็รู้สึกว่ามันต้องมีตัวละครที่มัน
Soft
หน่อย เพื่อมารับผิดชอบส่วนของความรักของตัวละครที่มันจะพูดถีง
สิ่งที่มันนอกเหนือจากสงคราม สิ่งที่มันสวยงามหน่อย
สิ่งที่มีความหวังอะไรอย่างนี้ และในส่วนนั้นเนี่ยอาจจะคล้ายกับผมจริง
ๆ อะไรอย่างนี้ ผมเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีหน่อย ถ้าในส่วนนั้นผมว่าคล้าย
แต่ถ้าไปคิดถึงบุคลิกภายนอกมันคนละเรื่องกันเลย
และภาษาพูดมันก็คนละเรื่องกันเลยครับ
ส่วนอันที่คล้ายที่สุดก็คือ ผมโตมากับน้ำครับ
แล้วตัวละครมันก็ชินกับการที่จะดำน้ำ อยู่กับน้ำอะไรอย่างนี้ส่วนนั้นเนี่ยตั้งแต่ผมเล่นมาทั้งหมด
ผมชอบ 4-5 วันที่เราไปอยู่ในสระ ตอนนั้นมันเหมือนกับผมรู้สึก
Natural
สุด เป็นตัวผมมากสุด ก็สนุกฮะ ผมว่าช่วงนั้นสนุกสุด
มีการเตรียมตัวรับบทนี้อย่างไร
/ ฝึกซ้อมการแสดง /
เรียนอะไรเพิ่มเติมมั้ย
จริง ๆ แล้วผมก็คุยกับพี่อุ๋ยอยู่เหมือนกันว่า
เอ๊ะ ทำไมตัวละครผมเนี่ยมันไม่ต้องไปฝึกซ้อม เรื่องการต่อสู้
เรื่องการใช้อาวุธเลย เราก็งงอยู่เหมือนกัน
เพราะคนอื่นเขาไปทำกันหมดเลย
เราก็เอ๊ะ...ทำไมฝั่งโน้นเขาเรียนกันหมดทำไมผมไม่เห็นทำไรเลย
เขาบอกอย่างเดียวไปฟิตร่างกายหน่อย ให้มีกล้ามขึ้นมาหน่อย
เราก็งงอยู่ตั้งนาน เอ๊ะว่าทำไม ทำไมไม่ให้เราไปฝึกการต่อสู้
พี่เอกกับพี่อุ๋ยเขาบอกว่า อยากให้ตัวละครเรามันไม่เป็นจริง ๆ
ตอนมันออกไปต่อสู้ ตอนมันออกไปฆ่าคนหรืออะไรอย่างนี้
เขาอยากได้ความรู้สึกว่ามันเป็นด้านมืดของตัวละครที่ครอบงำมันน่ะ
ให้เขารู้สึกว่ามันไม่ควรจะเป็นท่า มันไม่ควรที่จะต้องฟันดาบเป็น
มันต้องมาด้วยอารมณ์อะไรแบบรุนแรงอะไรบางอย่างที่มันอยู่ลึก ๆ
ของตัวละคร สัญชาตญาณคงเหมือนสัตว์อะไรอย่างนี้ประมาณนั้น
เพราะฉากที่เราไปฆ่าคนมันก็ไม่มีท่าอะไรนะ สับ ๆ ๆ ฟัน ๆ ๆ เหวี่ยง ๆ
ทุ่ม ๆ ส่วนมากมันจะมีแบบเราทุ่มตัวเข้าไปเลย คือไม่มีท่ายืนรองรับ
มันเหวี่ยงตัวเข้าไปอย่างเดียวเลย มันก็คงเหมาะกับตัวละครตัวนี้
คือจริง ๆ ตอนแรกผมก็ขอเขานะ
ผมก็บอกว่าพี่ผมอยากเรียนเพื่อหนังพี่ และส่วนตัวผมก็อยากหา
Skill
อื่นเข้ามาให้ตัวเองบ้าง
ตอนแรกผมก็สงสัยว่าเอ๊ะทำไมไม่จัดคลาสให้ซะที
เขาก็ประมาณแบบว่าเดี๋ยวดูให้
ๆ ตอนแรกเราก็ไม่เข้าใจ คือตอนแรกเราก็เข้าใจว่า
เขาลืมไปแบบจัดแบบพวกซ้อมคิวบู๊ แต่จริง
ๆ
เขาก็บอกว่าไม่จำเป็น
เขาไม่อยากให้ตัวละครผมดูเป็นแบบเก่งทางด้านนั้น เพราะว่าเขามีเดี่ยว
(ชูพงษ์ ช่างปรุง) อยู่แล้วที่จะมารับบทฝั่งสตั๊นท์
เขาอยากให้ของเราหนักไปทางแบบคาแร็คเตอร์มากกว่า
ไม่ได้อยากให้ดูมีประสบการณ์ทางด้าน
Martial Art
ส่วนหนึ่งผมว่าที่พี่อุ๋ยเขาเลือกผมมาคือเรื่องว่ายน้ำเราค่อนข้างได้เลย
คือว่าสิ่งที่ผมเตรียมตัวส่วนตัวคือว่ามันไม่ใช่ไปทำอะไรเพิ่มเติมหรอก
แต่ว่ากลับไปฟิตอะไรอย่างนี้ ไปฟิตกล้าม ไปฟิตปอดอะไรอย่างนี้
ทุกวันที่เข้ายิมผมก็จะเอาฟินไปลงสระว่ายน้ำ 25 เมตร แล้วก็ตีฟินท่า
Dolphin
น่ะ มันจะวิ้ววววว...ไปกลับไปกลับอะไรอย่างนี้ใต้น้ำ
จับเวลาตัวเองเวลาอยู่ใต้น้ำได้กี่นาทีอะไรอย่างนั้น
เพราะว่าไอ้ฉากใต้น้ำถ้าเราฟิตหน่อยมันก็ไม่อึดอัด
ตอนถ่ายทำเนี่ย คือถ้าใครไม่ถนัดเรื่องน้ำก็ลำบากแน่นอน
เพราะว่าแค่ 6 เมตรก็เยอะนะ พอมันขึ้นลง ๆ
ไนโตรเจนที่สะสมมันก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ถ่ายเสร็จทุกวันก็เห็นจะมีคนป่วยกลับบ้านอะไรอย่างนี้ทุกวัน
หรือไม่ก็กลับบ้านไปเมาไนโตรเจนในเลือด (หัวเราะ) แต่อย่างว่าคือผมชอบอ่ะ
ผมชอบพวกฉากที่อยู่ใต้น้ำทั้งหมด ก็เลยแบบแฮปปี้กับฉากพวกนั้นหมดเลย
มันสนุกดีครับ
เห็นว่าดำน้ำโดยไม่มีเครื่องช่วยได้ 3 นาทีเลยหรือ
(หัวเราะ) คือทุกเช้าเนี่ย เขาจะให้ทุกคนที่แสดงในสระลึกเนี่ยมาว่ายน้ำวอร์มไว้
เพราะมันต้องขยายปอดเพื่อที่มันจะได้รับอ๊อกซิเจนได้เยอะ
พอเราลงไปใต้น้ำเนี่ย
ถ้าเราไม่คุ้นกับสิ่งรอบตัวมันก็จะมีอาการแบบจังหวะหายใจมันจะหายไป
เขาเลยให้ไปวอร์มไปขยายปอด ทำความเคยชินกับน้ำ ทุกเช้าผมก็จะอย่างนี้
ว่ายไปว่ายมา ผมก็ให้ทีมเซฟตี้เนี่ย เอาแท่งสคูบ้าลงไป 2 ชุดใต้น้ำเนี่ยโดยไม่มีไอ้ตัวหายใจ
แท่งหนึ่งให้ไม่มี อีกแท่งหนึ่งให้ติดที่หายใจไว้
แล้วผมก็ใส่ชุดแล้วก็ดำลงไป
ก็ดำลงไปหายใจกับไอ้ตัวเครื่องไว้ก่อนแล้วก็ว่ายไปว่ายมา
พออากาศหมดก็กลับไปหายใจที่เครื่อง
พอชินกับเครื่องเราก็เอาแท่งที่ไม่มีตัวเครื่อง
เราก็เอาฝาออกแล้วก็เอามือปิดหายใจ แล้วมันก็เหมือนกับทำให้
Relax
มันชินกับสภาวะใต้น้ำ 3 นาทีที่เขาพูดถึงอันนั้นแค่แบบ
Standby
เราก็ไม่มีอะไรทำ เราก็ขี้เกียจขึ้นมาข้างบน เพราะมันอยู่ใต้น้ำมันอุ่นใช่มั้ย
พอขึ้นไปเจอลมมันหนาว ผมก็นอนรออยู่ข้างล่างแล้วกัน
พี่จะให้ผมถ่ายพี่ก็ส่งสัญญาณ แล้วผมก็ว่ายไปถ่ายละกัน
ก็คือก็นอนกอดแท่งไว้ให้มันทับเราอยู่
แล้วก็หายใจเหมือนจะหลับอะไรประมาณนี้
ผมก็หายใจไปแล้วก็ถอดเครื่องออกไปแล้วก็นอนเฉย ๆ แล้วก็มีพี่พวกเซฟตี้เขามาจับเวลา
แล้วผมไม่รู้ตัวไง ผมก็ลมหายใจหมดก็กลับมาหายใจ พอขึ้นจากสระเนี่ย
เขาก็บอกเฮ้ยเมื่อกี้นี้ 3 นาทีกว่านะเว้ย 3 นาทีอะไรประมาณนั้น
เราก็เหรอ มันคงเป็นแบบปอดของเราเนี่ยมันเป็นสิ่งค่อนข้างมหัศจรรย์หน่อยเพราะว่า
คือมันสามารถขยายตัวได้เท่าตัวภายใน 3-4 วัน ถ้าว่ายน้ำทุกวันนะ
แล้วก็ฝึกไว้วันละ 2-3 ชั่วโมง ในเวลาสั้นนั้น มันสามารถขยายตัวได้ 2
เท่า วันแรกที่ผมลงสระเนี่ย
ผมรู้สึกว่าตอนเราแสดงรู้สึกว่ามันนานมากเลยนะ แต่เช็คเวลาก็แค่ 30
วินาที 40 วินาที พอมันไปวันหลัง ๆ เนี่ย 1 นาที 2 นาทีอะไรอย่างนี้
โดยไม่รู้ตัวนะ คือพอมันมีอะไรทำเยอะ มันลืมเรื่องการต้องการที่จะหายใจเนี่ย
มันก็จะอยู่ได้สบายเรื่อย ๆ ครับ
ความยาก-ง่ายในการแสดงเรื่องนี้
อืม...มันก็ยากอีกแบบนะครับคือ ส่วนมากเรื่องอื่น ๆ
ที่ผมรับมันจะหนักไปทางตัวละครที่มันเป็นดราม่า
เป็นหนังชีวิตเป็นอะไรอย่างนี้ แต่เรื่องนี้มันจะหนักไปทางบู๊ซึ่งเราก็โอเค
เราก็ชอบ แต่ไม่ใช่ว่าผมเก่งเรื่องบู๊
ผมเป็นนักกีฬามาตั้งแต่เด็กก็เลยไม่ได้ลำบากใจตรงนั้น
แต่ที่เล่นยากก็เพราะมันเป็นพีเรียด พวกไดอะล็อกมันไม่ใช่ภาษาส่วนตัวเรา
เราต้องปรับตัวเพื่อที่จะมาใช้คำแบบ ข้า, เอ็ง, เจ้า, ท่านอะไรอย่างนี้
ซึ่งเราไม่ชิน แต่ก็ต้องทำให้ได้เหมือนปกติ
เพราะเรารับงานเราก็ต้องเข้าใจว่ามันคือ เราก็ต้องมีความเป็น
Professional
เราต้องทำการบ้าน
มีการปรับตัวทางการแสดงในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง
คือก็ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปนะพี่ ไอ้ช่วงแรก ๆ
ที่ถ่ายเราก็มีอะไรไม่เข้าใจอยู่เยอะเหมือนกัน ก็คุยกับพี่อุ๋ยเหมือนกันว่า
ผมรู้ว่าพี่ต้องดูแบบแบบล้าน ๆ อย่าง ล้าน ๆ สิ่ง
ผมข้องใจเรื่องการแสดงช่วงแรกของเราซึ่งมากอยู่เหมือนกัน
ถึงแม้ว่าผมรู้ว่าจะมีการตัดต่อ มันมีมันเป็นแค่ซีนคั่นแบบสั้น ๆ
เขาแค่เอาไปใช้แบบไม่กี่วิอะไรอย่างนี้ย เราก็แบบอึดอัดอยู่ช่วงหนึ่ง
ก็อย่างว่ามันคือการปรับตัวค่อย ๆ ทำไป
แล้วอีกอย่างผมเล่นหนังเป็นกะเทยในเวลาเดียวกันด้วย
ผมก็แบบ...บางทีมันก็ติดคาแร็คเตอร์มาบ้าง
จากตัวละครที่เงียบมากมาเจอตัวละครที่คงจะแรงมากบางทีโดดจากอารมณ์ที่แบบแค่เนี้ยมาเป็นตัวละครที่...คือมันต้องดูแบบภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า
Larger than Life
คือแบบใหญ่กว่าชีวิต
ซึ่งบางทีเราก็รู้สึกแบบติดความเป็นตัวเองนิดหน่อย
ซึ่งผมเป็นคนที่เงียบ เป็นคนแบบที่ไม่ได้โฉ่งฉ่าง ไม่ใช่คนอย่างนั้น
ไม่ใช่คนมีอารมณ์นั้นในตัวผมอยู่แล้ว บางทีมันก็ลืมบ้าง แต่มันคือ
การค่อย
ๆ
ปรับตัว ผมว่าสุดท้ายแล้ว
มันก็น่าจะได้เห็นอะไรที่แตกต่าง
คือช่วงแรก ๆ
ที่มันต้องปรับสภาพตัวเองมาเป็นตัวละครที่อยู่ในหนังพีเรียด
อันนี้ยากสุด ๆ เลย ผมว่ามันเป็นการแสดงอีกแบบหนึ่ง
คือถึงเราไม่ค่อยเห็นคนเห็นคาแร็คเตอร์เหมือนอย่างพวกที่อยู่ใน
“สุริโยไท”
เดินไปเดินมาทุกวันนี้ เราพูดถึงว่ามันไม่มีจริง
เราก็ต้องใช้จินตนาการค่อนข้างสูง
แล้วแบบถ้าสมมติว่าผมต้องใช้ภาษาอย่างเนี้ย ผมต้องเอาไป
Adapt
ยังไง
เพื่อที่จะให้มันรู้สึกว่าแบบมันยังมีมิติของความเป็นคนอยู่อะไรอย่างนี้
ซึ่งคือมันง่ายมากที่จะเล่นแบบที่มันจะกลายเป็นแบบอะไรนะ...พวกละครตอนเช้าน่ะ
เขาเรียกว่าอะไรนะ เออใช่...มันง่ายมากที่จะกลายเป็นอย่างนั้นน่ะ จักร
ๆ วงศ์ ๆ นึกออกมั้ย
คือมันง่ายมากที่มันจะกลายเป็นแบบ...เจ้าต้องตาย...อะไรอย่างเนี้ย
คือแบบอย่างนั้นน่ะใคร ๆ ก็เล่นได้ ผมเชื่อว่า เราก็เครียดตรงนี้แหละ
คือถ้าเราเล่นอย่างนี้มากไป มันจะกลายเป็นแบบหนังจักร ๆ วงศ์ ๆ
แต่ถ้าเราเล่นน้อยไปมันก็หลุดแน่ ๆ
เพราะว่ามันไม่ใช่ตัวละครแบบปัจจุบันอะไรอย่างเนี้ยเลย
มันก็เป็นเรื่องของปรับตัวแหละ แต่ค่อย ๆ ทำไป ผมว่ามันก็น่าจะโอเคนะครับ
ในส่วนของดราม่าก็พอมีครับ มีพอประมาณ
แต่ก็ไม่ได้หนักมาก ตัวละครมันไม่ได้หนักไปทางด้านนั้นมากเท่าไหร่
มันก็จะมีความแค้นส่วนตัวในแบบของมัน
ก็ไม่ได้ถึงขนาดหนังชีวิตที่จะต้องมานั่งร้องห่มร้องไห้อะไรกัน
ผมรู้สึกว่างานอาชีพตรงนี้เราไม่ควรปิดกั้นตัวเอง
และเราไม่ควรจะตั้งขอบเขตของตัวเอง ว่าผมเก่งอย่างนี้ ๆ
และผมก็ต้องรับงานเฉพาะอย่างนี้ ๆ
ผมว่าผมก็รู้สึกว่าตัวผมเองเป็นนักแสดงที่ค่อย ๆ พัฒนาไปเรื่อย ๆ
ผมก็ต้องหาโน่นหานี่เข้าตัว
คือถ้าเรื่องนี้หนักไปทางด้าน...คือถ้าพูดตรง ๆ มันไม่ใช่หนังเรียลิสติกอยู่แล้ว
มันไม่ใช่แบบว่าเราต้องมาทำแบบสมจริง คือผมก็ต้องหัดแสดงอีกแบบหนึ่ง
เพื่อที่จะตอบโจทย์
เพื่อที่จะได้เข้ากับคนอื่นที่เล่นกับเราอะไรอย่างนี้
ซึ่งถ้าสมมติผมเอาสิ่งที่ผมถนัดมาเล่นในเรื่องนี้มันก็ไม่ได้
คือถ้าสมมติถ้าผมเอาแบบทำให้ตัวละครซึม ๆ
หงอย ๆ เหงา ๆ มันก็ไม่ใช่ มันก็ต้องตอบโจทย์ของเขา
ซึ่งโปรเจ็คต์นี้มันก็เป็นอย่างนั้น มันคือหนัง
Commercial
มันคือหนัง
Mass
ซึ่งเขามีโจทย์ชัดเจนมากว่า
นี่คือคุณเป็นส่วนประกอบในในโปรเจ็คต์ที่ใหญ่มาก
มันไม่ได้เน้นไปที่ตัวละครตัวคุณตัวเดียว หรือคาแร็คเตอร์ของคุณอย่างเดียว
มันเป็นเรื่องของลุค เป็นเรื่องสเกลของหนัง เป็นเรื่องของดีไซน์
คอมพิวเตอร์ดีไซน์ อาร์ตดีไซน์
มันไม่ใช่แบบว่ามันมาสื่อแค่ความในใจอย่างเดียวแล้วคุณจะมาทำอะไรก็ได้
มันก็ต้องปรับตัวกันอยู่แล้วล่ะครับ
เรื่องนี้ยังต้องเล่นกับฉากซีจีด้วย
มันก็แปลกดีครับ ส่วนมากตอนเราแสดงหนังเนี่ย
เราก็ไม่เคยเจอ
Green Screen
หรือ
Blue Screen
ก็นึกสภาพไม่ออกนะ ต้องทำเป็นเห็นจริง ๆ แล้วก็ตอนแรก ๆ
ก็คิดว่ามันน่าจะขำ ทำยังไงเล่นหน้าเล่นตาเหรอ
แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของอาชีพมั้ง เอาจินตนาการมาใช้แทนก็แปลกดี
ถ้ามีปลาวิ่งเข้าเราก็ต้องทำเป็นหลบปลา ทำอะไรอย่างนี้
มีเฉี่ยวแขนก็ต้องทำเป็นเจ็บ (หัวเราะ) คือเล่นเสร็จมาดูก็ขำตัวเองดี
แต่ตอนเล่นมันก็รู้สึกเหมือนจริงนะ
หลบแบบ...เราก็รู้สึกเหมือนมีอะไรจะทำลายเราอยู่จริง ๆ
มันเป็นจังหวะของหนัง นึกออกป่ะ
จังหวะที่เราจะต้องเข้าใจว่าเรื่องมันเยอะมาก
เราจะมายื้อยืนคาอยู่ในเฟรม มันไม่ได้ มันไม่ใช่หนังที่ดราม่าที่จะมาค่อย
ๆ บิ๊วท์ไป นี่คือแบบมันมีโจทย์ มันมีจังหวะด้วย
ต้องทำทุกอย่างให้โดนมาร์ก ต้องเล่นให้ได้
ต้องทำทุกอย่างเร็วในเฟรมในเวลาที่พอดี มันจะยากสำหรับผมตอนนั้น
มันจะยาก มันมีจังหวะทั้งเรื่อง จังหวะของหนังบู๊อะไรอย่างเนี้ย
มันต้องแบบมี
Energy
อยู่ข้างในตลอดเวลาอะไรอย่างนี้น่ะครับ
การร่วมงานกับผู้กำกับ (นนทรีย์ นิมิบุตร)
เป็นยังไงบ้าง
ผมกับพี่อุ๋ยเนี่ยรู้จักกันมาหลายปี |