www.bigfuns.comMemberLinksAbout UsContact Us

 

 

 

 

จากการ์ตูนยอดฮิตสู่ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์

ปรมาจารย์การ์ตูนมังงะ นาโอกิ อุราซาวา ผู้สร้างสรรค์ Yawara! และ Monster ใช้เวลาตั้งแต่ปี 1999 ถึงปี 2007 รวมแล้วกว่า 8 ปี เพื่อเรียงร้อยเรื่องราวใน 20th Century Boys จำนวน 24 เล่ม อันเป็นปรากฏการณ์ระดับชาติด้วยยอดจำหน่ายสูงลิบกว่า 20 ล้านฉบับ ก่อนจะโด่งดังแพร่หลายในอีก 12 ประเทศ ทั้ง ฮอลแลนด์, เบลเยียม, เยอรมนี, สเปน, ฝรั่งเศส, อิตาลี, อินโดนีเซีย, ฮ่องกง, เกาหลีใต้, สิงคโปร์ และประเทศไทย ที่สำคัญ มังงะเรื่องนี้ยังชนะ ‘รางวัลการ์ตูนชุดยอดเยี่ยม’ จากเทศกาล Angoulκme International Comics Festival ในฝรั่งเศสอีกด้วย และหลังจากที่สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้คนทั่วโลกไปแล้ว วันนี้ถึงเวลาแล้วที่ 20th Century Boys จะสร้างความตื่นตาตื่นใจในรูปแบบภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชั่นแห่งศตวรรษ

                 ผู้คนต่างกล่าวตรงกันว่า “ไม่มีทางดัดแปลงมาขึ้นจอได้หรอก” ก็ด้วยความที่มังงะเรื่องนี้ครอบคลุมสเกลใหญ่เกินกว่าปกติ โดยมีเรื่องราวสลับซ้อนกินเวลายาวนานกว่า 50 ปีซึ่งโยงใยไปถึงทั่วทุกมุมโลก ทว่าสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็กลับเป็นไปได้ หากแต่ต้องแบ่งออกเป็น 3 ภาค พร้อมด้วยทุ่มงบประมาณมหาศาลเป็นประวัติการณ์ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่นกว่า 6 พันล้านเยน ทั้งยังต้องยกกองข้ามน้ำข้ามทะเลไปถ่ายทำกันในนิวยอร์ก ลอนดอน ปารีส ปักกิ่ง และกรุงเทพฯ

                ทันทีที่ข่าวประกาศสร้างหนังแพร่สะพัดในปี 2007 ก็เกิดประเด็นร้อนโต้แย้งกันในโลกไซเบอร์ว่าด้วยเรื่องนักแสดงคนไหนจะมารับบทใด เนื่องจากตลอดไตรภาคนั้นมีบทบาทหลักๆ กระจายอยู่กว่า 300 บทบาท เมื่อทีมผู้สร้างประกาศรายชื่อนักแสดงในปฐมบท อันได้แก่ โทชิอากิ คาราซาวา, เอตสึชิ โทโยกาวา และ ทากาโกะ โทกิวา ในบท เคนจิ, โอตโจะ และยูคิจิ ตามลำดับ สื่อต่างๆ ก็ให้การตอบรับเป็นอย่างดีโดยจับข่าวขึ้นหน้าหนึ่งทันที นอกจากนี้ ยังเห็นได้ชัดว่า 20th Century Boys จะต้องเป็นหนังที่รวบรวมนักแสดงดาวเด่นทั้งหมดมาไว้ด้วยกันอย่างยิ่งใหญ่อลังการในแบบที่ไม่เคยมีหนังเรื่องใดทำได้มาก่อน            

                “เหมือนสร้างหนังจากคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ครับ” คือเสียงสะท้อนของผู้กำกับฯ ซึซึมิ จากภาระยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ บนเส้นทางอันยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษของ 20th Century Boys ซึ่งมีตัวละครมากมายเป็นร้อยๆ ทำให้มันลอยเด่นอยู่เหนือมังงะเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญ นี่คือมังงะประเภทที่วางไม่ลงจนกว่าจะอ่านจนจบ ในช่วงต้นของงานสร้างชิ้นนี้จึงต้องมีผู้สร้างสรรค์ต้นฉบับ นาโอกิ อุราซาวา มาคอยดูแลเรื่องราวโดยรวมและร่วมเขียนบทของภาคแรก พร้อมทั้งบิดเรื่องราวในหนังให้ต่างจากมังงะ ตัวร้ายของเรื่องคือ ‘เพื่อน’ จะได้รับการตีความใหม่ในหนัง อีกทั้งคนดูจะได้เห็นรายละเอียดแปลกใหม่และตื่นตาตื่นใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เรื่องราวอันยาวนานของมังงะเริ่มขึ้นในฉากที่ เคนจิ ยึดห้องเรียนเป็นสถานที่บรรเลงเพลง 20th Century Boy ของวง T.Rex ซึ่งนอกจากจะเป็นที่มาของชื่อมังงะแล้ว ก็ยังมีความหมายลึกซึ้งต่อเรื่องราวอีกด้วย หนังจึงเลือกเพลงนี้มาใช้เป็นเพลงธีม นำเพลงร็อกรุ่นลายครามอายุ 35 ปีกลับมาเยือนปัจจุบันอีกครั้ง

หลังจากที่มังงะต้นฉบับพิสูจน์ศักยภาพให้เห็นกันไปแล้วทั่วโลก หนังก็กำลังจ่อคิวรอพิสูจน์ตัวมันเองในระดับสากลเช่นเดียวกัน ข่าวคราวเกี่ยวกับการสร้างหนังได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม อีกทั้งในงาน American Film Market 2007 ที่ผ่านมา มีถึง 42 บริษัทจาก 34 ประเทศมาแย่งกันซื้อลิขสิทธิ์ไปจัดจำหน่าย เมื่อการขายเสร็จสิ้น ทั่วโลกต่างก็ใจจดใจจ่อรอให้มันเข้าโรงฉาย

 

ผู้เขียนการ์ตูน : นาโอกิ อุราซาวา

           อุราซาวาเกิดในปี 1960 ที่กรุงโตเกียว เขาคือหนึ่งในผู้เข้ารอบสุดท้ายของการประกวด Shokakukan New Comic Award ในปี 1982 ก่อนจะเริ่มงานอย่างมืออาชีพในปี 1983 ผลงานเด่น : Pineapple Army (เขียนโดย คาซูยะ คูโด), Yawara!, Happy!, Monster และ 20th Century Boys ทุกวันนี้อุราซาวากำลังวาดเรื่อง Pluto ให้กับแม็กกาซีน Weekly Big Comic Original

รางวัลที่ได้รับ

1989       The 35th Shogakukan Manga Award จากเรื่อง Yawara!

1997       The Best Manga Award from the 1st Japan Media Arts Festival จากเรื่อง Monster

1999       The 3rd Tezuka Osamu Cultural Prize Manga Award จากเรื่อง Monster

2000       The 46th Shogakukan Manga Award จากเรื่อง Monster

2001       The 25th Kodansha Manga Award จากเรื่อง 20th Century Boys

2002       The 48th Shogakukan Manga Award และ the Best Manga Award ในเทศกาล Japan Media Arts Festival จากเรื่อง 20th Century Boys

2004       The Angoulκme International Comics Festival จากเรื่อง 20th Century Boys

2005       The 9th Tezuka Osamu Cultural Prize Manga Award จากเรื่อง Pluto (ร่วมกับ ทากาชิ นากาซากิ และ มาโคโตะ เทซึกะ) และ the Best Manga Award ในเทศกาล Japan Media Arts Festival จากเรื่อง Pluto อีกเช่นกัน

 

แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เรื่อง 20th Century Boys คืออะไร?

                “ผมคิดถึงมังงะสักเรื่องซึ่งเกี่ยวโยงกับสัญลักษณ์ปริศนาครับ วันที่ผมวาด Happy! (มังงะเรื่องยาวก่อนหน้า 20th Century Boys) เสร็จเรียบร้อย ผมลงไปนอนแช่ในอ่าง แล้วอยู่ๆ กลับมีสุนทรพจน์แวบเข้ามาในหัวสมอง ‘ถ้าไม่มีพวกเขา เราจะไม่มีวันได้เห็นศตวรรษที่ 21 ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทั้งหลาย พวกเขาคือ 20th Century Boys!’ ต่อมาผมรีบจดความคิดส่งแฟ็กซ์ไปหาบรรณาธิการ Big Comic Spirits ทันที ในขณะที่ความทรงจำตอนบรรเลงเพลง 20th Century Boy ของวง T.Rex สมัยเรียนในโรงเรียนมัธยม P.A. ก็ย้อนคืนกลับมา ฉากที่เคนจิบรรเลงเพลงของวง T.Rex น่ะอ้างอิงจากประสบการณ์จริงของผมนี่เองครับ”

 

                ในฐานะผู้เขียนบทภาพยนตร์ องค์ประกอบส่วนไหนที่จำเป็นต้องรักษาเอาไว้? 

                “ความรู้สึกแปลกๆ ในมังงะยังไงล่ะครับ ‘ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น?’ คือปฏิกิริยาที่สำคัญที่สุดระหว่างการอ่าน 20th Century Boys ในการดัดแปลงมังงะเป็นบทภาพยนตร์นั้น หากตัดความคลุมเครือออกไปเสียแล้ว เรื่องราวก็จะเป็นแบบราบ ผมถึงได้พยายามรักษามิติอันซับซ้อนของเรื่องราวเอาไว้น่ะครับ อีกทั้งยังเชื่อมั่นว่าผู้กำกับ ซึซึมิ จะถ่ายทอดมันออกมาเป็นหนังได้อย่างยอดเยี่ยม”

 

                คิดอย่างไรกับนักแสดง?

                “พวกเขาเหมาะสมกับบทบาทที่ได้รับนะครับ ไม่ธรรมดาเสียด้วย แต่ละคนศึกษามังงะต้นฉบับมาเป็นอย่างดี แถมยังมอบชีวิตและลมหายใจให้กับตัวละครในโลกของ 20th Century Boys ได้อย่างสมจริง”

 

                หวังอะไรจากหนังเรื่องนี้บ้าง?

                “นี่เป็นหนังไตรภาคทุนสร้างมหาศาลกว่า 6 พันล้านเยน ฟังแล้วเหมือนจะเป็นมหากาพย์ยิ่งใหญ่อลังการนะครับ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ มันเป็นแค่เรื่องราวส่วนตัวของใครคนหนึ่งเสียมากกว่า หรืออาจกล่าวได้ว่าชีวิตของใครสักคนก็เป็นมหากาพย์สุดยิ่งใหญ่ได้ทั้งนั้น ผมได้แต่หวังว่าหนังน่าจะเข้าถึงโลกส่วนตัวใบเล็กๆ ของผู้ชมเท่านั้นแหละครับ”

 

ผู้กำกับภาพยนตร์ : ยูกิฮิโกะ ซึซึมิ

          ซึซึมิเกิดในปี 1955 ที่เมืองไอจิ ประเทศญี่ปุ่น มีผลงานกำกับครั้งแรกในปี 1980 คือ หนึ่งตอนในรวมหนังสั้น ได้แก่ Eigo ga nanda หรือ To Hell with English ในหนังชื่อ Bakayaro หรือ I'm Plenty Mad หลังจากนั้น เขาย้ายไปนิวยอร์ก โดยมีผลงานกำกับมิวสิกวิดีโอและหนังคุณภาพตามมาอีกมากมาย อาทิ ผลงานร่วมกับ โยโกะ โอโนะ เรื่อง Homeless ต่อมาในปี 1994 ซึซึมิร่วมเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทสร้างหนัง Office Crescendo, Inc. ซึ่งเปิดโอกาสให้เขาได้กำกับงานแตกต่างหลากหลาย ทั้ง ภาพยนตร์, ดราม่าทางโทรทัศน์, มิวสิกวิดีโอ และโฆษณาต่างๆ

                ผลงานกำกับหนังที่เพิ่งผ่านมา ได้แก่ Maboroshi no Yamataikoku หรือ The Lost Legend of Yama Kingdom(2008), Ginmakuban Sushi Oji หรือ Sushi King Goes to New York(2008), Hotai Kurabu หรือ The Bandage Club(2007), Jigyaku no Uta หรือ Happily Ever After(2007), Taitei no Tsurugi หรือ The Sword of Alexander(2007), TRICK, the Movie 2(2006) และ Ashita no Kioku หรือ Memories of Tomorrow(2006)

 

คุ้นเคยกับมังงะต้นฉบับมาก่อนแล้วหรือเปล่า?

                “คุ้นเคยสิครับ มังงะออกจะสนุกตั้งแต่ต้นจนจบขนาดนี้ ผมเข้าถึงองค์ประกอบมากมายของเรื่องก็เพราะเติบโตมาในยุคเดียวกับตัวละครต่างๆ พอดี รู้ว่าเด็กสมัยนั้นชอบอะไร รู้ว่าพวกเขาตื่นเต้นกับดนตรีแนวใหม่อย่างไร กีตาร์ไฟฟ้าตัวแรกของเคนจิซึ่งพี่สาวซื้อให้เป็น เกรโค เทเลคาสเตอร์ สีเหลืองสด เขาจับมันขึ้นมาบรรเลงอีกครั้งตอนโตเป็นผู้ใหญ่เพื่อย้อนวันเวลาไปสู่สมัยยังเป็นเด็กครับ ที่สำคัญ นั่นเป็นกีตาร์แบบเดียวกันกับกีตาร์ตัวแรกของผมครับ

 

หลักในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้คืออะไร?

                “ต้องดำเนินรอยตามมังงะต้นฉบับ! เรื่องราวในมังงะนั้นยอดเยี่ยมมากๆ อยู่แล้ว ผมควรจะเจริญรอยตามมากกว่าจะเปลี่ยนแปลงมันน่ะครับ อันที่จริงแล้ว ผมอยากให้คุณดูหนังไปพร้อมๆ กับเปิดมังงะตามไปเสียด้วยซ้ำ แต่คงทำไม่ได้หรอกครับ เพราะในโรงหนังน่ะมืด (หัวเราะ) สตอรี่บอร์ดที่ใช้ก็คือมังงะนี่แหละครับ มิหนำซ้ำ ยังใช้มุมกล้องเดียวกันกับกรอบต่างๆ ในมังงะอีกด้วย เราจะเลือกฉากต่างๆ จากมังงะมาถ่ายเอกสาร แล้วแจกจ่ายให้ทีมงานทุกคน จะได้เข้าใจตรงกันว่าเราต้องการอะไรในแต่ละฉาก”

                “ตอนผมเป็นเด็ก มีแม็กกาซีนรวมมังงะฮิตมากๆ ชื่อ Boken-O (Adventure King) ครั้งหนึ่งมันมีของแถมติดมาด้วย ชื่อว่า Moving Monster ซึ่งเป็นแค่ภาพวาดปิศาจบนกระดาษแผ่นหนึ่ง แต่เราสามารถสร้างจินตนาการขยับแขนขาของมันด้วยมือของเราเองตามใจชอบ อาจจะดูกระจอกงอกง่อยนะแต่กลับกระชากใจผมสุดๆ ผมเองก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะมอบ 20th Century Boys ให้เป็นเซอร์ไพรส์คล้ายๆ อย่างนั้นกับคนดูน่ะครับ”

 

                หนังเรื่องก่อนๆ นี้จะมีสไตล์ที่แปลกแหวกแนวแถมยังขำไม่บันยะบันยัง แล้วเรื่องนี้ล่ะยังอยู่ในแนวทางเดิมๆ ที่เคยทำมาหรือเปล่า?

“ผมยังทำในสิ่งที่เป็นตัวผมอยู่นะ แต่ครั้งนี้คงต้องพึ่งเรื่องของการตัดต่อด้วย (หัวเราะ) โลกในมังงะต้นฉบับซึ่งจะไม่ต่างจากโลกในหนังสักเท่าไหร่เป็นเหมือนป้อมปราการแข็งแกร่งเข้าถึงยากทีเดียวครับ การเปลี่ยนแปลงแม้แต่เพียงเล็กน้อยอาจส่งผลให้เรื่องราวผิดเพี้ยนหลงทิศหลงทางไปเลยก็ได้ เพราะเรื่องราวทั้งหมดได้รับการถักทอต่อเนื่องกันไปโดยสลับซับซ้อนน่ะครับ เป็นต้นว่า ถ้านิ้วในมังงะชี้ไปทางไหน ในหนังก็ต้องชี้ไปทางนั้นด้วย ไม่อย่างนั้นความหมายของเรื่องอาจเปลี่ยนไปจากเดิมได้ครับ ก็เลยตกลงใจว่าจะถ่ายทอดตามมังงะต้นฉบับ อีกอย่างหนึ่งคือ ภาพในมังงะมีความเป็นภาพยนตร์อยู่ในตัวมากอยู่แล้ว เพียงแต่จะต้องปรับเปลี่ยนภาษาเล็กน้อยเพื่อให้มีความเป็นภาพยนตร์มากขึ้น”

 

นักแสดงนำภาพยนตร์ทเวนตี้ เซนจูรี่ บอยส์

โทชิอากิ คาราซาวา รับบท เคนจิ                                      

                คาราซาวาเกิดในปี 1963 ที่กรุงโตเกียว และเริ่มเป็นที่ดึงดูดความสนใจจากการแสดงในดราม่าสุดฮิตทางโทรทัศน์ในปี 1992 เรื่อง Ai toiu Nanomotoni หรือ In the Name of Love นอกจากนี้ ยังแสดงในดราม่าย้อนยุคทุนสร้างสูง อย่าง Toshiie to Matsu หรือ Toshiie and Matsu รวมถึงแสดงในเมโลดราม่าเกี่ยวกับวงการแพทย์ในปี 2007 เรื่อง Shiroi Kyoto หรือ The White Tower และยังฝากผลงานไว้ในภาพยนตร์อีกมากมาย ในส่วนของผลงานทางด้านละครเวทีโดยผู้กำกับ ยูกิโอะ นินากาวะ เรื่อง Macbeth แสดงที่นิวยอร์ก และ The Tragedy of Coriolanus แสดงที่ลอนดอน

ผลงานทางภาพยนตร์ก็เช่น ภาพยนตร์โดย โกกิ มิตานิ เรื่อง Koki Mitani's The Magic Hour (2008), U-Choten Hotel หรือ Suite Dreams (2006), Mina no Ie หรือ All about Our House (2001), Rajio no JIkan หรือ Welcome Back, Mr. McDonald, ภาพยนตร์โดย คาซูอากิ คิริยะ เรื่อง Casshern (2004), ภาพยนตร์โดย ยูกิโอะ นินากาวะ เรื่อง Warau Iemon หรือ Iemon Sneers (2004), Ao no Hono หรือ The Blue Light (2003) และภาพยนตร์โดย ทากาโยชิ วาตานาเบ เรื่อง Kimi o Wasurenai หรือ FlyBoys, Fly! (1995)

                “เคนจิเป็นผู้ชายธรรมดาทั่วๆ ไปครับ แต่กลายเป็นว่าอยู่ๆ จินตนาการในวัยเด็กของเขากลับนำมาซึ่งวันหายนะของโลก ก่อนที่จะถูกบีบบังคับให้รับผิดชอบและแสดงท่าทีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือนการดึงเขาให้หลุดพ้นจากสภาพของผู้พ่ายแพ้ต่อชีวิต ในวันส่งท้ายปีเก่า เขาต้องเผชิญหน้ากับ ‘เพื่อน’ หลังจากนั้นก็ก้าวเข้าสู่เหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งค่อยๆ เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา ลำดับขั้นการเปลี่ยนแปลงของเขานี่แหละครับคือสิ่งที่น่าสนใจที่สุดในหนัง ผมได้แต่หวังว่าคนดูจะรู้สึกคล้อยตามเป็นหนึ่งเดียวไปกับเคนจิและเข้าถึงโศกนาฏกรรมในชีวิตของตัวละครตัวนี้ได้ครับ”

 

ทากาโกะ โทกิวา รับบท ยูคิจิ                                                        

                 โทกิวาเริ่มงานแสดงในดราม่าสุดฮิตทางโทรทัศน์ในปี 1993 ก่อนจะปรากฏโฉมให้เห็นกันบนจอเงินครั้งแรกในภาพยนตร์ฮ่องกงของผู้กำกับฯ เดเนียล ลี ปี 1999 เรื่อง Xing yue tong hua หรือ Moonlight Express ต่อด้วยภาพยนตร์ของ ยูโซ อะซาฮารา เรื่อง Tsuribaka Nisshi 19 หรือ Free and Easy, Part 19 รวมถึงแสดงในดราม่าย้อนยุคทุนสร้างสูงซึ่งออกฉายทางโทรทัศน์เรื่อง Tenchijin

ผลงานทางภาพยนตร์อื่นๆ ยังมี ภาพยนตร์โดย เคนจิ อุชิดะ เรื่อง After School (2008), ภาพยนตร์โดย จุนจิ ซากามาโต เรื่อง Tamamoe (2007), ภาพยนตร์โดย ฮิซาโกะ ยามาดะ เรื่อง Fudeko, sono Ai หรือ Fudeko and her Love (2007), ภาพยนตร์โดย เทตสึโร ชิโนฮารา เรื่อง Metoro ni Notte หรือ On the Metro (2006), ภาพยนตร์โดย โยชิมิตสึ โมริตะ เรื่อง Mamiya Kyodai หรือ The Mamiya Brothers (2006), ภาพยนตร์โดย ชุนซากุ คาวาเกะ เรื่อง Hoshi ni natta Shonen หรือ Shining Boy and Little Randy (2005), ภาพยนตร์โดย ยาซูโอะ ฟุรุฮาตะ เรื่อง Akai Tsuki หรือ Red Moon (2004) และภาพยนตร์โดย คาซุโยชิ ซึซึอิ เรื่อง Gerropa หรือ Getup! (2003)

 

“มังงะเรื่องนี้เป็นเพื่อนเก่าของฉันค่ะ ฉันรู้จักมาตั้งแต่สมัยยังเรียนประถม ที่บ้านของฉันมีมังงะกองเป็นตั้งๆ อย่างกับมังงะคาเฟ่เลยค่ะ (หัวเราะ) นั่นแหละคือที่ที่ฉันได้อ่านมันเป็นครั้งแรก ฉันรู้สึกว่าเราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก และทุกวันนี้มิตรภาพก็ยังเหนียวแน่น ฉันชอบกลวิธีการคลี่คลายปมของเรื่องค่ะ แม้ว่าเรื่องจะยาวมาก แต่ฉันก็อ่านรวดเดียวจบได้โดยไม่ลุกไปไหนเลย มีอยู่วันหนึ่ง ก่อนการถ่ายทำ ฉันแค่อยากอ่านหน้าที่กำลังจะถ่ายทำเท่านั้น แต่กลายเป็นว่าฉันหยุดอ่านมันไม่ได้”

 

เอตสึชิ โทโยกาวา รับบท โอตโจะ                                     

                 โทโยกาวาเกิดที่โอซาก้าในปี 1962 โดยเริ่มเป็นที่รู้จักหลังจากแสดงในธริลเลอร์สุดฮิตทางโทรทัศน์ในปี 1992 เรื่อง Night Head จากนั้นก็มีผลงานเรื่อยมาทั้งในภาพยนตร์และทางโทรทัศน์ เขาได้รับรางวัลทางการแสดงมาแล้วมากมาย อาทิ รางวัล Outstanding Performance by an Actor in a Leading and Supporting Role จากงาน Japan Academy Awards, รางวัล Best Actor Award จากงาน Takasaki Film Festival และ Hochi Film Festival โดยส่วนตัวแล้วเขาชอบร่วมงานกับผู้กำกับฯที่ไม่เคยร่วมงานกันมาก่อน เพื่อขยายขอบเขตความสามารถทางการแสดงออกไปเรื่อยๆ

ผลงานทางภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ก็เช่น ภาพยนตร์โดย คัตสึอากิ โมโตกิ เรื่อง Inu to Watashi no Ju no Yakusoku หรือ 10 Promises to My Dog (2008), ภาพยนตร์โดย คาเนโตะ ชินโด เรื่อง Hana wa Chiredomo หรือ Though the Petals have Fallen (2008), ภาพยนตร์โดย โยชิมิตสึ โมริตะ เรื่อง Southbound and Tsubaki Sanjuro หรือ Sanjuro (2007), ภาพยนตร์โดย คุนิโตชิ มันดะ เรื่อง Seppun หรือ The Kiss (2007), ภาพยนตร์โดย จุนจิ ซากามาโต เรื่อง Tamamoe (2007), ภาพยนตร์โดย ยาซูโอะ ซึรุฮาชิ เรื่อง Ai no Rukeichi หรือ Love Never to End (2007) และ ภาพยนตร์โดย โทโมยูกิ ทาคิกาวา เรื่อง Hanin ni Tsugu หรือ The Investigation Game (2007)

 

“แน่นอนครับว่าหนังจะต้องสนุกมากๆ สำหรับคนดูที่ไม่เคยอ่านมังงะมาก่อน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ละเลยความคาดหวังของแฟนมังงะ ผมคิดว่าถ้าเราไม่ซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับแล้วล่ะก็ หนังคงไร้ความหมาย ที่สำคัญ แผนหลักๆ ที่เราวางไว้คือต้องถ่ายทอดออกมาให้ใกล้เคียงกับมังงะที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมเองก็พยายามสวมบทบาทให้ใกล้เคียงกับภาพวาดในต้นฉบับที่สุดแล้วครับ”

 

เทรุยูกิ คากาวา รับบท โยชิสึเนะ

                คากาวะ เกิดที่โตเกียวในปี 1965 มีงานแสดงชิ้นแรก คือ ดราม่าทุนสร้างสูงซึ่งออกฉายทางโทรทัศน์ในปี 1989 เรื่อง Kasugano Tsubone หรือ Lady Kasuga ก่อนที่พรสวรรค์ของเขาจะเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง โดยมีผลงานทางภาพยนตร์และละครเวทีตามมาอีกมากมาย นอกจากนี้ เขายังเป็นนักเขียนชั้นเลิศอีกด้วย

รายชื่อผลงานภาพยนตร์

Yureru หรือ Sway                                 กำกับโดย มิกะ นิชิกาวะ (2006)

Kisaragi                                                 กำกับโดย ยูอิจิ ซาโต (2007)

Tocha หรือ Tea Fight                          กำกับโดย หยี่หมิง หวัง (2008)

Tokyo!                                                    กำกับโดย จุนโฮ บอง (2008)

Sea Gulls                                              กำกับโดย วากาโก คาคุ และ ชุนทาโร ทานิกาวะ (2008)

Tokyo Sonata                                       กำกับโดย คิโยชิ คุโรซาวา (2008)

“ผู้กำกับแนะว่าควรจะสวมบทโยชิสึเนะในฉากแรกให้เหมือนเป็นคนขาพิการครับ โยชิสึเนะเป็นตัวละครที่สร้างความประทับใจในแบบเงียบขรึมไม่ค่อยพูดจากับใคร ในขณะที่ตัวเอกของเรื่องอย่างเคนจิก็ไม่ใช่ตัวเอกที่โดดเด่นมากมายนัก โอตโจะต่างหากคือตัวละครที่แสดงความแข็งแกร่งในหลายๆ ฉาก แต่เขาก็เป็นแค่ลูกจ้างประจำบริษัทซื้อมาขายไปเท่านั้น อันที่จริงแล้ว พลพรรคแห่งฐานลับล้วนแต่เป็นคนธรรมดาๆ ในสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดา นั่นคือ ต้องพิทักษ์โลก ผมว่าเรื่องราวทำนองนี้น่าจะเพิ่มพลังและสร้างกำลังใจให้เราทุกคนได้ไม่น้อยครับ”

 

ฮิเดอิโกะ อิชิซูกะ รับบท มารูโอะ

                อิชิซูกะเกิดในปี 1962 ที่เมืองคานางาวะ เขาคือหนึ่งในคู่หูดูโอ้สุดฮานามว่า Honjamaka นอกจากงานแสดงตลกแล้ว ก็ยังได้เห็นหน้าค่าตาของเขาทางโทรทัศน์อยู่บ่อยครั้ง เขาเป็นส่วนหนึ่งของวาไรตี้โชว์อย่าง Tokyo Friend Park, Melenge no kimochi หรือ How Melenge Feels และอื่นๆ อีกมากมาย

รายชื่อผลงานภาพยนตร์

Fat Man Brothers                                                                 กำกับโดย ฮิคารุ อิจุอิน (1995)

Monsters, Inc. (ให้เสียง)                                                      กำกับโดย ปีเตอร์ ด็อกเตอร์, ลี อันคริช และ เดวิด ซิลเวอร์แมน (2002)

Naruto หรือ Naruto the movie, Princess Yuki's Ninja Scroll (ให้เสียง) กำกับโดย เทนไซ โอกามูระ (2004)

Open Season (ให้เสียง)                                                      กำกับโดย โรเจอร์ อัลเลอร์, จิลล์ คัลตัน และ แอนโธนี สตัชชี (2006)

 

“ในวาไรตี้โชว์ที่ผมเคยผ่านมาแล้วมากมาย ผมมักเป็นตัวปล่อยมุขและคอยสร้างเสียงหัวเราะ แต่ในหนัง ผมต้องจดจ่ออยู่กับอารมณ์ในแต่ละฉาก จะวอกแวกไม่ได้เลยครับ ระหว่างการถ่ายทำ ผู้กำกับถึงได้พยายามหานู่นนี่มาให้ผมกัดผมเคี้ยวอยู่เรื่อยๆ เพื่อช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น ซึ่งก็ช่วยได้มากจริงๆ ครับ สำหรับผมแล้ว ฉากประทับใจที่สุดเห็นจะเป็นตอนที่เคนจิมาเยี่ยมผมที่ร้าน Fancy Shop เพราะผมได้ยินมาว่าฉากนี้เขียนขึ้นเพื่อหนังโดยเฉพาะน่ะครับ ท้ายที่สุด การแสดงของเราผ่านพ้นไปด้วยดี เหมือนมีเทพธิดามิวส์ (เทพแห่งงานศิลป์) ลอยจากฟ้ามาแตะบ่าให้พรทีเดียวครับ”

 

ทากาชิ อุกาจิ รับบท มงจัง

                อุกาจิเกิดในปี 1962 ที่กรุงโตเกียว หลังจากทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของนักแสดงดังอย่าง บุนตะ ซูกาวาระ อยู่พักหนึ่ง อากิฮิโระ มิวะ ผู้เป็นทั้งนักร้อง นักแสดง และผู้กำกับฯ ก็เริ่มสังเกตเห็นพรสวรรค์ในตัวอุกาจิ และชักนำเขาเข้าสู่การแสดงละครเวที จากนั้นเป็นต้นมา เขามีผลงานบันเทิงหลากหลายทั้งในจอแก้ว, จอเงิน, ละครเวที หรือแม้แต่ให้เสียงตัวละครในอนิเมชั่น

รายชื่อผลงานภาพยนตร์

Score                                                                                                                     กำกับโดย อัตสึชิ มุโรกะ (1996)