|
|
|
|
|
|


เบื้องหลังการสร้าง
ห้ามไว้ใจใคร ปกปิดทุกคน
ในโลกหน่วยจารกรรมข่าวใต้ดินความเสี่ยงสูงที่ลึกลับดำมืดของทุกวันนี้
อำนาจนั้นไม่ได้วัดกันจากอาวุธยุทโธปกรณ์หรือเทคโนโลยี
แต่วัดจากจำนวนข้อมูลสำคัญที่ใครจะหามามันและควบคุมไว้ได้
หรือทำให้ดูเสมือนว่าเป็นเช่นนั้น
ข้อมูล
นั้นเป็นส่วนสำคัญสุดครับ ริดลีย์ สก็อตซึ่งเป็นผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์เรื่อง
Body of Lies กล่าว และข้อความของมัน
ก็คือเราจะไว้ใจใครไม่ได้เอาเลยล่ะครับ
ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของคุณ เพราะว่าถ้าคุณถูกใช้
คุณก็จะต้องถูกใช้
และถ้าคุณจะต้องบริหารองค์กรที่มีประสิทธิภาพซึ่งเป็นองค์กรที่มีความสำคัญกับความมั่นคงของประเทศ
คุณจะต้องมีทัศนคติหรือว่าคุณจะอ่อนแอกว่าหรือมีคุณค่ามากกว่ากัน
นั่นมันคืองานครับ
ภาพยนตร์เรื่อง Body of Lies
นั้นมีเค้าโครงเรื่องมาจากนิยายที่มีชื่อเดียวกันเขียนขึ้นโดย เดวิด
อิคเนเชียส
นักหนังสือพิมพ์ที่เชี่ยวชาญทางด้านงานของซีไอเอและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางมานับสิบปี
สำหรับงานของเขาทางหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal
ก่อนที่จะมาร่วมงานกับหนังสือพิมพ์ The
Washington Post
ในตอนนี้เขารับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการและคอลัมนิสต์ สก็อตผู้ซึ่งอ่านหนังสือตั้งแต่มันยังอยู่ในรูปแบบก่อนตีพิมพ์เล่าว่า
มันมีมุมมองด้านความคมคายที่เกิดขึ้นโดยรวบรวมทั้งผู้คนที่เดินเรื่องทำให้เกิดความแตกต่างอีกด้วยครับ
โดแนลด์
เดอ ไลน์ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างกล่าวว่า
หนังสือของเดวิดนั้นมีความหลักแหลม
มีความตื่นเต้นของสายลับมือทองเกี่ยวกับหลากหลายผู้คนและระดับของการลวงที่มันเกิดขึ้นเพื่อจะเล็ดรอดในประเทศหนึ่ง
วัฒนธรรมและที่สุดก็คือศัตรู
พวกเรามีความรู้สึกว่าทุกอย่างนั้นต้องทำไปเพื่อมันในส่วนที่นำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์น่ะครับ
สก็อตได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับวิลเลียม
โมนาแฮนผู้เขียนบทซึ่งเป็นเป็นเจ้าของรางวัลตุ๊กตาทองเพื่อนำเรื่องราวรวมไปถึงการต่อสู้อย่างรวดเร็วชิงไหวชิงพริบมาสู่จอภาพยนตร์
ผู้กำกับการแสดงให้ข้อคิดว่า มันจะมีหลายแง่มุมที่มีความน่าสนใจในเรื่องราวอีกมากมาย
ในทางที่เนื้อเรื่องดำเนินไปและตัวละครต่าง ๆ ที่จะต้องปรับและเปลี่ยน
มันเป็นการเดินทางที่น่าตื่นเต้นมาก ๆ ครับ
ลีโอนาร์โด
ดิคาปริโอ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เคยร่วมทำงานกับวิลเลียม โมนาฮันจากภาพยนตร์เรื่อง
The Departed
มาแล้วนั้นกล่าวว่า การดัดแปลงเรื่องราวของโมนาฮันนั้นมหัศจรรย์มากเลยครับ
เขามีความยอดเยี่ยมทางด้านข้อมูลและไม่เป็นข้อมูล
ทั้งการไล่ล่าลักลั่นแบบแมวกับหนูที่เกิดขึ้นระหว่างตัวละครทั้งหลายนะครับ
เรื่องราวมันมีความน่าติดใจจริง
ๆ นะครับ; คุณจะต้องให้ความสนใจในทุก ๆ
จุดเปลี่ยนและหักเหเลยล่ะครับ เดอ ไลน์กล่าว
และมันยังจะต้องมีฉากแอ็คชั่นต่าง ๆ มากมายที่ริดลีย์นั้นชำนาญและทำมันออกมาด้วยรูปแบบแตกต่างในความเป็นตัวเขาเลยล่ะครับ
ดิคาปริโอเห็นด้วยว่า
มันจะมีฉากประกอบแอ็คชั่นมากมายในภาพยนตร์
แต่พล็อตเรื่องนั้นจะต้องเกี่ยวโยงถึงกัน
และในที่สุดแล้วมันเป็นผลจากการคิดไปข้างหน้าว่าซีไอเอจะคิดอย่างไรและมันจะแปลมาเป็นเรื่องราวที่จุดประกายความสนใจและทำให้พวกเราติดตามมันได้อย่างไร
ตอนที่พวกเรากำลังถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้
พวกเราก็มีความประหลาดใจว่าองค์กรนี้ต่อกรศัตรูได้อย่างไร
ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากเข็ญมากนะครับที่จะได้พบกับโลกที่พวกเขาไม่คุ้นเคยกันเอาเลย
ดิคาปริโอ
รับบทเป็นโรเจอร์ เฟอร์ริสสายลับซีไอเอ ผู้ซึ่งพลิกแพลงแผนการณ์อย่างห้าวหาญเพื่อที่จะล่อลวงผู้นำของผู้ก่อการร้าย
คือ อัล-ซาลีม ให้ออกมาจากที่ซ่อนโดยทำให้เห็นว่าองค์กรคู่แข่ง
ซึ่งปลอมทั้งเพ
กำลังเป็นดาวรุ่งมาแรงและมีผลงานเทียบรุ่นกับองค์กรของ อัล-ซาลีม
แต่ทั้งความมืดและความกระจ่างของสายลับผู้นี้ต้องทำอย่างคล่องแคล่วนั้นต้องถูกบดบังหลายซับหลายซ้อนด้วยอุบายที่แตกต่างอย่างลับลมคมนัยในการกระทำโดยหัวหน้าของเขาเองนั่นก็คือ
เอ็ด ฮอฟแมน นักวางแผนยุทธศาสตร์ที่ไร้ความปราณีอย่างฮอฟแมนนั้นจะไม่ยอมถูกหยุดยั้งโดยอะไรทั้งนั้นเพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ
ถึงแม้ว่ามันจะหมายถึงการเสียสละเพื่อนที่ดีที่สุดในการปฏิบัติการณ์ก็ตาม
เมื่ออุบายของเฟอร์ริสเริ่มเข้าที่
ความขัดแย้งกับสองพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของเขาบีบให้เขาเข้าสู่จุดล่อแหลมของการใช้สติที่เป็นผลให้เขาต้องอ่อนแอและเจ็บปวด
ฮอฟแมนหักหลังเขา อย่างที่เขาทำกับอีกหลายคนหรือเปล่า?
ในขณะเดียวกัน
ถ้าหัวหน้าเจ้าหน้าที่ข่าวกรองชาวจอร์แดนค้นพบว่าเฟอร์ริสนั้นกำลังทำการปฏิบัติการในทางลับเพื่อล่ออัล-ซาลีม
ความมุ่งหวังในชีวิตของเฟอร์ริสในประเทศจอร์แดนจะต้องถูกนับกันเป็นนาที
ที่สุดแล้วการมีชีวิตรอดของเฟอร์ริสและความสำเร็จของงานที่เขาได้รับมอบหมายนั้นอาจจะขึ้นอยู่กับคน
ๆ เดียวที่เขาจะไว้ใจได้ในชีวิตนั่นก็คือ:
ตัวของเขาเอง
รัสเซล
โครว์ ผู้ซึ่งรับบทเป็น เอ็ด ฮอฟแมนกล่าวเสริมว่า
เห็นได้ชัดเลยครับว่ามันเป็นภาพยนตร์และจะต้องไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องจริงนะครับ
มันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับตัวผมที่จะทำให้ผู้คนเห็นถึงความคิดว่ามันจะต้องเสียอะไรบ้าง
ในเรื่องของการหลอกลอง ในการปฏิบัติการขององค์กรอย่างซีไอเอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งนะครับในสถานที่ ๆ แน่นอนว่ามีการขัดแย้งทางวัฒนธรรม
คุณจะต้องเข้าแถวยาวเลยละครับเพื่อที่จะได้ดูให้เห็นว่าแม่น้ำมันจะไหลไปทางไหน
หัวข้อหนึ่งที่ผมให้ความสนใจอยู่เสมอในฐานะของนักเขียนนั่นก็คือการล่อลวงและขั้นตอนที่พวกเราจะหลอกลวงคู่ต่อสู้
อิคนาเชียสกล่าว ผมเริ่มคิดเกี่ยวกับว่าเราจะเข้าไปในองค์กรหนึ่งที่พิสูจน์แล้วว่ามันเกือบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเล็ดลอดเข้าไปได้อย่างไร
แล้วถ้าคุณเข้าไปข้างในไม่ได้
คุณจะทำให้พวกเขาคิดว่าคุณเป็นคนในได้อย่างไร?
ธุรกิจของสายลับนั้นไม่ได้เหมือนกับนักหนังสือพิมพ์ครับ
มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเข้าไปมีตัวตนกับผู้คนที่รู้เรื่องราวมากมาย
เพื่อให้ได้ความไว้ใจจากพวกนั้นก็ทำให้พวกเขาข้ามเส้นมาเพื่อจะบอกคุณหลายต่อหลายอย่างที่คุณอาจจะไม่ต้องการจะรู้ในตอนเบื้องต้นนะครับ
มันเป็นเรื่องราวที่ต้องคลุกวงในไปกับชีวิตจริงของการปฏิบัติการของสายลับ
ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับสก็อตเป็นพิเศษ
ผมชอบกับความคิดของการได้ตีแผ่ความขัดแย้งระหว่างชายคนหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่และชายอีกคนหนึ่งที่คอยบงการ
เขาเสริม
โมนาฮันกล่าวว่า
เรื่องราวจะนำเสนอเกี่ยวกับโลกของสายลับหรือไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้นแหละครับ
ถ้ามีอะไรที่จริงจังมากไปหรือสีสันทางการเมืองน้อยเกินไปกว่าที่คุณจะได้เห็นในชีวิตจริงของซีไอเอ
จุดอ่อนของ เอ็ด ฮอฟแมนทำให้ผมสนใจ;
เขาเป็นพี่ใหญ่ ที่ทำได้ทุกอย่าง
รับผิดชอบอย่างสูงกับองค์กรหรือกับรัฐบาล...พวกเราทุกคนรู้จักฮอฟแมน
สิ่งที่ผมสนใจนั้นคือความเป็นตัวตนของเขา คน
ๆ หนึ่งที่อยู่เพียงคนเดียว ตัดสินใจหลายอย่างคนเดียว
และนั่นเป็นการอุทธรณ์ของเฟอร์ริสล่ะครับ
การทำการจารกรรมในศตวรรษที่ 21
นี้ในหนึ่งในภูมิภาคของโลกที่อันตรายที่สุดหมายถึงการได้ข้อมูลมาจากแหล่งใดก็ได้ที่จำเป็น
-
และการนำเอาชีวิตของคุณเข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่งของโลกที่สิ่งที่คุณรู้นั้นจะเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของคุณ...หรืออาจจะเปลี่ยนไปเป็นหนี้ที่เลวร้ายที่สุดของคุณก็เป็นได้
เอ็ด ฮอฟแมนเป็นหัวหน้า
แต่เขาไม่รู้อะไรสักอย่างถ้าเขาไม่ฉกข้อมูลจากคนที่อยู่ภาคสนามและนั่นก็คือผมเอง
ไม่มีใครที่จะรู้ถึงความกดดันในการปฏิบัติการมากไปกว่า โรเจอร์
เฟอร์ริส สายลับผู้ช่ำชองในการปฏิบัติงาน
เขาถูกมอบหมายให้คอยรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ
จากสถานที่จริงเกี่ยวกับการปฏิบัติการของบรรดาผู้ก่อการร้าย
เฟอร์ริส
เป็นคนที่ถวายชีวิตให้กับการหยุดการก่อการร้ายและเสี่ยงชีวิตตัวเองอยู่ทุก
ๆ วันเพื่อทำแบบนั้นครับ ดิคาปริโอเล่า
เขาเป็นผู้รอบรู้ทางการใช้อาวุธต่าง ๆ
รวมไปถึงการต่อสู้ระยะประชิด เขายังเป็นคนที่ฉลาด
เป็นสายลับระดับปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพมากครับ
เขาแฝงตัวเข้ากับวัฒนธรรมของตะวันออกกลาง
เขาเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมรวมไปถึงทัศนคติธรรมเนียมต่าง ๆ ของผู้คน
เขากลายมาเป็นผู้มีความชำนาญในการสร้างความสัมพันธ์แบบหลอก ๆ
และแทรกซึมเข้าไปสู่เครือข่ายของผู้ก่อการร้าย
เฟอร์ริสเป็นคนหนึ่งที่มีความรู้สึกกับมันเข้าไปถึงปลายนิ้วของเขาทีเดียวครับ
อิคเนเซียสกล่าว ผู้คน
วัฒนธรรม
เข้าแทรกซึมไปในทุกอณูของผิวหนังเช่นเดียวกับที่มันเข้าไปในตัวผมเลยล่ะครับ
ส่วนหนึ่งในการเตรียมตัวสำหรับงานภาพยนตร์เรื่องนี้ ดิคาปริโอ
ขุดลึกกับหนังสือของอิคเนเซียสและปรึกษากับนักเขียนและบรรดาอดีตสมาชิกของซีไอเอ
ผมพยายามที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของซีไอเอมากเท่าที่ผมจะทำได้
เขาเล่า และนี่เป็นคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ทั่วโลกผู้ซึ่งกำลังพยายามที่จะเป็นผู้นำในสายงานเท่าที่เขาจะทำได้ครับ
มันเป็นเรื่องน่าวิตกกับความคิดที่ว่าโลกนี้มันน่าอันตรายเพียงใดถ้ามันไม่ได้มีองค์กรแบบนั้นอยู่ครับ
งานของพวกเขาหนักหนา
และเดิมพันที่พวกเขาต้องให้ในทุกขณะจิตนั้นมันสูงเอามาก ๆ เลยครับ
การมีชีวิตอยู่
สิ่งเดียวคือความสำเร็จ - ในบรรยากาศการทรยศหักหลังขึ้นอยู่มากกว่าการเปิดเผยเพียงอย่างเดียวในการจ้างวานผู้บอกข่าวและแนวร่วมที่หลอกลวง
สก็อตให้ข้อสังเกตุว่า คนที่ทำงานแบบนั้นได้จะต้องมีวิธีการที่ทำให้เขามีประสิทธิภาพ
...วิธีการที่ส่วนใหญ่แล้วต้องใช้ความรุนแรง
งานนั้นยังทำให้เฟอร์ริสต้องปรับเปลี่ยนกับการปลอมตัวที่แตกต่างในการที่เขาต้องเปลี่ยนสำเนียงอาราบิคของเขา
ไม่ว่าเขาจะกำลังปลอมตัว แทรกซึมอยู่ในเซฟเฮ้าส์หรือตบตาว่าเป็นนักการธนาคารชาวอเมริกันก็ตาม
สำหรับดิคาปริโอ การรับบทบาทของโรเจอร์ เฟอร์ริสทำให้เขาได้ประสบการณ์ที่แตกต่างในการตีแผ่ชีวิตจริงของชายคนหนึ่งที่ชีวิตของเขานั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการเป็นคนหลายคนได้ในทันทีทันใด
ตัวละครของผมรู้ว่าถ้าเขาถูกจับได้ในชั่วขณะใดขณะหนึ่ง
เขาจะถูกทิ้งให้แห้งตายแน่นอนครับ เพราะงั้นเดิมพันคือการต่อสู้เพื่อมีชีวิตรอดในสถานการณ์ที่แตกต่างกันครับ
และในฐานะของนักแสดง
มันช่วยเสริมความตึงเครียดและความเป็นจริงให้มากขึ้นอีกสำหรับสิ่งที่คุณกำลังพยายามทำครับ
จริงที่สุดก็คือลีโอเป็นหนึ่งในดารานำชายที่มีความน่าสนใจที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยได้ร่วมทำงานด้วยครับเพราะเขาเป็นคนที่ง่าย
ๆ และสนุกสนาน และแน่นอนว่าเขามุ่งมั่นครับ
สก็อตกล่าวถึงนักแสดงหนุ่มที่เปี่ยมความสามารถ เขาเป็นนักแสดงหนุ่มที่ฉลาดและมีศรัทธาอย่างแรงกล้า
การเตรียมตัวของเขานั้นก็ยังไร้รอยต่ออีกครับ
เขาเป็นคนที่ยอดเยี่ยมถ้าคุณได้ร่วมงานด้วย
ผมทึ่งกับผลงานของเขาอยู่เสมอแต่ผมก็ยังได้ทึ่งมากกว่าที่ผมคิดว่ามันจะเป็นเสียอีกนะครับ
ความรู้สึกนั้นตรงกัน ผมต้องการที่จะได้ทำงานกับริดลีย์
สก็อต อยู่เสมอ ดิคาปริโอ ยืนยัน เขาเป็นหนึ่งในผู้สร้างหนึ่งที่ยอดเยี่ยมในปัจจุบันนะครับ
เขายังสร้างภาพยนตร์ที่น่าประทับใจที่หลากหลายออกมาได้เสมอ ๆ
การที่ผมได้มีส่วนร่วมในเรื่องนี้ทำให้ผมตื่นเต้นมากตั้งแต่เริ่มแรกเลยล่ะครับ
นายก็รู้จักฉันดี
ฉันชอบที่จะเดินแผนหนึ่งและแผนสองอย่างต่อเนื่องกัน
ฉันแค่พยายามช่วยนายอยู่ไง คู่หู มันเป็นโลกที่อันตรายนะ
การป้องกันการปฏิบัติงานของสายลับซีไอเอในตะวันออกกลาง -
และแสดงให้คนภายนอกเห็น อย่างเฟอร์ริส
คือเอ็ด ฮอฟแมนที่น่าสะพรึงกลัว มั่นใจตัวเองสูงส่ง
นักวางแผนที่ปราดเปรื่อง
ผู้ควบคุมสายลับปฏิบัติการภาคสนามมากมายจากเครื่องคอมพิวเตอร์แล็พท็อปและโทรศัพท์มือถือของเขาในวอชิงตัน
ในระดับของฮอฟแมน
มันไม่ใช่เป็นแค่ผู้เดินหมากเท่านั้นครับ รัสเซล
โครว์เล่า มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการได้เห็นกระดานหมากรุกที่แตกต่างกันถึงเจ็ดกระดานตั้งอยู่ในสถานที่
ๆ แตกต่าง
และจับสถานการณ์ทั้งเจ็ดนั้นผสมเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่องครับ
ไม่ว่าเขาจะกำลังขับรถไปส่งลูกไปโรงเรียนหรือกำลังแกะรอยการเคลื่อนไหวของเฟอร์ริสผ่านทางเครื่องมือที่เรียกว่า
ระบบ Predator System
งานอันหลากหลายของฮอฟแมนด้วยประสิทธิภาพที่ไร้ปราณีและความรู้สึกไร้ความผูกพันที่แปลกแยกในการปฏิบัติงานจริงอย่างเฟอร์ริส
เอ็ด ฮอฟแมนเป็นคนเหยียดโลก กระด้าง
เขาเกิดมาเพื่อใช้คนอื่นครับ อิคเนเซียสเล่า
เขาไม่เคยใส่ใจกับค่าความเป็นมนุษย์กับสิ่งที่เขาทำ
เฟอร์ริสเป็นคนที่ให้ความสนใจในสิ่งนี้อย่างมาก
เขาใช้คนอื่นแต่มันก็ทำให้เขาไม่สบายใจตอนที่เขาต้องทำมัน
การมีชีวิตอยู่โดยใกล้ชิดและเป็นส่วนตัวอันเป็นผลจากการตัดสินในของฮอฟแมนทำให้เขาต้องใช้สายลับหนุ่มต้องต่อสู้กับความรู้สึกในตัวเอง
เฟอร์ริสนั้นต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจด้วยจริยธรรมของการที่จะสละชีวิตของผู้คนเพื่อให้การปฏิบัติการเป็นผมสำเร็จ
ดิคาปริโอเล่า มันกลายมาเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมายิ่งขึ้นไปอีกเมื่อเขาเริ่มมีความรู้สึกผูกพันกับหลายคนในพวกนั้นครับ
สก็อตให้ข้อสังเกตุว่า
เฟอร์ริสเป็นผู้ชายประเภทที่มีความเชื่อว่าเขาทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้
เขาทำให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้;
เขาเดินอย่างที่พวกเขาเดินเขาพูดอย่างที่พวกเขาพูด
แต่จุดอ่อนก็คือมโนธรรมของเขาเอง ถ้าคุณได้ทำงานแบบนั้น
คุณจะใช้มโนธรรมไม่ได้เลยครับ
เพราะถ้าคุณมีคุณก็จะกลายเป็นคนไร้ประโยชน์
คุณจะเป็นอันตรายกับตัวเองและต่อองค์กรอีกด้วยครับ
ความกระด้างในความจริงข้อนี้ในงานของเฟอร์ริสทำให้เกิดความยากลำบากสำหรับเขาที่จะหลีกเลี่ยงการทำลายล้างที่ตามมา
แต่ธรรมชาติในความรับผิดชอบในงานอันยิ่งใหญ่ทำให้เขาต้องตรวจสอบมโนธรรมของเขาที่ประตูเสียก่อน
ฮอฟแมนต้องโกหกมากมายและยังต้องตัดสินใจหลายเรื่องที่ยาก
แต่เขามีความเชื่ออย่างจริงจังว่ามันจะนำมาซึ่งผลที่ดีกว่าครับ
เดอ ไลน์เล่า
ฮอฟแมนไม่มีแม้ความเวทนาสักนิดเดียวเกี่ยวกับการทำในสิ่งที่เขาจะต้องทำ
สก็อตยืนยัน เขาไม่รู้สึกผิด
เขาก้าวร้าวมากในการทำสิ่งที่เขาคิดว่าเขาจะต้องทำ
ความไม่ใส่ใจในชีวิตของผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมของฮอฟแมนไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่เฟอร์ริสกังวล
ในโลกที่อันตรายของการมีสองหน้าที่คนพวกนี้ต้องดำเนินชีวิตอยู่
การไว้ใจใครก็ตามแต่
ไม่ว่าจะเป็นใครสักคนที่สมควรจะต้องเป็นคนที่คอยระวังหลังให้กับคุณ
ซึ่งพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นเรื่องร้ายกาจ
ในขณะที่เฟอร์ริสจะต้องให้ความไว้วางใจในฮอฟแมนระดับหนึ่งที่จะปกป้องเขาในตอนที่เขาปกป้องตัวเองไม่ได้
เขาเองนั้นก็คุ้นเคยกับพลังที่ฮอฟแมนชอบเล่นและเกมส์ด้วยสมอง
ยุทธวิธีที่น่ากังขาที่ค่อย ๆ ฝึกฝนเฟอร์ริสอย่างระมัดระวังและความง่ายของฮอฟแมนในการสละชีวิตของผู้คนที่หมดประโ
ยชน์สำหรับเขาแล้ว อย่างที่ดิคาปริโอเห็นว่า เฟอร์ริส
พยายามที่จะทำงานของเขาอย่างมุ่งมั่น แต่ฮอฟแมนกลับลอบเจาะยางเขา
เพราะเขาคิดของเขาว่ามันเป็นเพียงหนทางเดียวครับ
ทางเดียวที่เฟอร์ริสจะเอาตัวรอดและหลักเลี่ยงการเป็นหมากที่ไร้ประโยชน์อีกตัวหนึ่งในกระดานของฮอฟแมนนั่นคือการทำตามสัญชาตญาณของตัวเอง
โดยใช้ทักษะทุกอย่างที่เขาจะทำได้ในการนำหน้าเกมส์อยู่หนึ่งก้าว
แต่อย่างที่สก็อตระวัง ฮอฟแมนมีมันสมองและเป็นนักวางแผนที่ปราดเปรื่อง
และด้วยเครือข่ายและข้อมูลที่เขามีแน่นอนว่าเขาจะต้องรู้มากกว่าเฟอร์ริส
โดยเขาเองจะก้าวอยู่หน้าเฟอร์ริสหนึ่งก้าวเสมอ
การรับบทเป็นฮอฟแมนในภาพยนตร์เรื่อง Body
of Lies นำเป็นการร่วมงานภาพยนตร์เรื่องที่สี่กับริดลีย์
สก็อต ต่อจากภาพยนตร์เรื่อง Gladiator เรื่อง
A Good Year และเรื่อง American
Gangster ผมชอบที่ได้ร่วมทำงานกับริดลีย์ครับ
นักแสดงหนุ่มยืนยัน เราได้เรียนรู้กันและกันอย่างมากมายตอนที่เราทำเรื่อง
Gladiator เราแบ่งปันหลักการทำงาน
หลักความงดงามและความสนุกสนานและถ้าคุณมีทั้งสามอย่างนี้ร่วมกันจากนั้นการได้ทำงานด้วยกันก็เป็นเรื่องง่ายแล้วล่ะครับ
รัสเซลทำอะไรก็ได้ครับ
สก็อตเล่า เขาชอบที่ได้เปลี่ยนบุคลิกภาพ
เปลี่ยนสำเนียงการพูด และเปลี่ยนรูปลักษณ์สำหรับบทบาท
นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เขาสนใจที่จะทำงานด้วย
ผมคิดว่าเขาเป็นหนึ่งในนักแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกนะครับ
เมื่อพูดถึงการพูดคุยในเบื้องต้นเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง
Body of Lies
ผู้กำกับการแสดงกล่าวต่อไปว่า ผมบอกเขาว่า
ผมมองเห็นความเป็นฮอฟแมนว่าเป็นคนรักครอบครัวที่จะทำงานบ้านได้ในขณะที่พ่อบ้านธรรมดาไม่ได้ทำ
เขาจะต้องเป็นพวกนอนไม่หลับ....อาจจะหนักไปหน่อย
เขาบอกว่าหนักไปเหรอครับ?
คุณตีความหมายของหนักไปหน่อยว่าอย่างไรน่ะเหรอ?
ริดลีย์โทรหาผมแล้วบอกผมว่า
คุณว่าคุณจะเพิ่มน้ำหนักสัก 50 ปอนด์ไหวไหม?
โครว์เล่า
ตัวเขานั้นตลอดเวลาการทำงานในวงการการแสดงได้เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของตัวเองเพื่อรับบทบาทที่ต่างกันมากมายรวมไปถึงบทบาทที่เขาเปลี่ยนตัวเองเป็น
เจฟฟรีย์ วิแกนด์ และได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัลตุ๊กตาทองจากเรื่อง
The Insider
นักแสดงหนุ่มทำน้ำหนักขึ้นมาอีก 50
ปอนด์เพื่อรับบทของฮอฟแมน เขายังได้ปรึกษากับเดวิด
อิคเนเซียสเกี่ยวกับปูมหลังของตัวละคร รัสเซลถามผมว่าดั้งเดิมแล้วฮอฟแมนมาจากไหนครับ
เจ้าของบทประพันธ์กล่าว เขาถามว่า
อาร์แคนซัส? ผมคิดว่าเขาน่าจะมาจาก อาร์แคนซัสนะ
มันจะมีอะไรบางอย่างที่คนที่มาจากอาร์แคนซัสพูดที่ทำให้เห็นในบางประโยคสุดขั้วที่เขากล่าวออกมา
รัสเซล
ยังได้นำความตลกคะนองมาสู่ความเป็นฮอฟแมนซึ่งผมไม่ได้คาดหวังเลยครับ
โดแนลด์ เดอ ไลน์ให้ความเห็น ฮอฟแมนเป็นตัวละครที่มีคำถามเกี่ยวกับทางด้านจิตใจของเขาและคุณจะไม่แน่ใจกับความรู้สึกที่คุณมีกับเขา
แต่เขาเป็นคนตรงไปตรงมาว่าเขาเป็นคนอย่างไรและสิ่งที่เขาเชื่อ
มันเป็นเรื่องใหม่ คุณแทบจะไม่เดียดฉันท์เขาเลยล่ะครับ
ผมมีกฏเพียงข้อเดียว
อย่าโกหกผม
ความเสี่ยงสูงมากขึ้นสำหรับเฟอร์ริสเมื่อฮอฟแมนมอบหมายให้เขาปฏิบัติการสืบราชการลับของสหรัฐฯ
ในกรุงอัมมานประเทศจอร์แดน เมื่อหัวหน้าผู้ก่อการร้ายที่มีชื่อว่า อัล-ซาลีมได้รวบรวมอำนาจจากเงามืด
ในการจับตัวอัล-ซาลีมผู้ว่องไว เฟอร์ริสต้องเข้าไปในองค์การหน่วยสืบราชการลับของจอร์แดน
Jordanian General Intelligence
Department (GID)
ซึ่งมีหัวหน้าคือ ฮานี ซาลามผู้น่าเกรงขาม
โดยมีนักแสดงภาพยนตร์จอเงินและจอแก้วชาวอังกฤษ มาร์ค
สตรองเป็นผู้รับบทนี้
ในความเจนสังคมและถูกขัดเกลา ฮานีดูสุขุมและควบคุมอารมณ์ได้ดีในขณะที่ฮอฟแมนนั้นเอะอะและดื้อดึง
อย่างไรก็ตามมันจะมีความบ้าคลั่งซ่อนอยู่เบื้องหลังของความงามสง่าของฮานีซึ่งซ่อนความดุร้าย
สำหรับผู้ชายที่ทรงอำนาจในประเทศจอร์แดนมากกว่าผู้ใดเป็นรองแต่ก็เพียงกษัตริย์เท่านั้น
สตรองกล่าวว่า ผมคิดว่าฮานีนั้นให้ความดูแลและสนใจเกี่ยวกับตัวเขานั้นหมายถึงเขาให้ความดูแลและสนในกับงานของเขาด้วยครับ
เขาเป็นใครซักคนที่คุณไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยแน่ครับ
เขายิ้ม
ฮานีเป็นตัวละครที่ดูเป็นผู้ดีและมีพลัง
โดยมาร์ค สตรองนำเสนอมันออกมาได้เป็นอย่างดีครับ
สก็อตกล่าว เขาเปลี่ยนตัวของเขาไปเป็นตัวละครได้อย่างแนบเนียน
สำเนียงของเขาสมบูรณ์แบบรวมไปถึงความหรูหราของเขาเป็นไปอย่างธรรมชาติครับ
มาร์ค
สตรองผูกมัดผมอย่างสิ้นเชิงในแง่ของนักแสดงเลยล่ะครับ
ดิคาปริโอให้ความเห็น มันยอดเยี่ยมมากที่ได้ทำงานกับเขา
เขาเหมือนแม่เหล็กที่ได้ดูเขา พ่อของผมยังพูดถึงความเยือกเย็นของฮานี
และเขาอยากจะแต่งตัวแบบฮานีเพราะดูแล้วเขาเป็นคนร้ายนะครับ
เมื่อฮานีแสดงให้ฟาร์ริสเห็น
ว่าเขาเป็นเอกอุในศิลปะที่อิคเนเซียสเรียกมันว่า
การเจรจาที่ปราดเปรื่อง
ของคู่ปรับที่ในที่สุดแล้วต้องยอมจำนนเพื่อคายความลับ
| | |