www.bigfuns.comMemberLinksAbout UsContact Us

 

 

 

 

BANGKOK DANGEROUS

ไม่มีใครรู้ว่าผมคือใคร ไม่มีใครรู้ว่าผมอยู่ที่ไหน

- โจ

ย้อนไปเมื่อปี 2005 ขณะที่วิลเลี่ยม ชีรัค (William Sherak) กับ เจสัน ชูแมน (Jason Shuman) คู่หูผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์กำลังเตรียมตัวจะร่วมงานกับอ๊อกไซด์ และ แดนนี่ แปง (Oxide and Danny Pang) นักสร้างภาพยนตร์ชาวฮ่องกง (Hong Kong) สร้างภาพยนตร์ภาษาอังกฤษเรื่องแรกของคู่แฝดเรื่อง The Messengers คนเห็นโคตรผี นั่นเอง ที่พวกเขาตัดสินใจหยิบผลงานเรื่องก่อน ๆ ของดาวรุ่งฝาแฝดมาดูกัน แล้วก็ต้องอึ้งในความสามารถ

ภาพยนตร์เรื่องที่ทั้งชีรัคและชูแมนสนใจเป็นพิเศษคือ Bangkok Dangerous เพชฌฆาตเงียบ อันตราย ซึ่งต้นฉบับเป็นภาษาไทย ผลงานลุ้นระทึกที่ตีแผ่ด้านมืดและสร้างความประหลาดใจได้ตลอดทั้งเรื่อง ว่าด้วยมือปืนรับจ้างที่ทั้งหูหนวกและเป็นใบ้กับผู้ช่วยมือใหม่ของเขา ซึ่งออกฉายตั้งแต่ปี 1999 และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เชิงบวกอย่างกว้างขวางเมื่อออกฉายในต่างประเทศ อีกทั้งยังร่วมฉายตามเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติมากมาย และคว้ารางวัล International Critics Award (FIPRESCI) ที่ Toronto International Film Festival เมื่อปี 2000 ด้วย

ชีรัคเล่าว่า เขากับคู่หูรู้ทันทีเลยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้น่าจะได้ถูกถ่ายทอดใหม่โดยสร้างเป็นผลงานภาษาอังกฤษได้อย่างเฉียบคม “เราคลั่งไคล้ Bangkok Dangerous เพชฌฆาตเงียบ อันตราย กันมากเลยนะ แล้วยิ่งเมื่อสนิทกับฝาแฝดแปงด้วยแล้ว เจสันกับผมก็เลยบอกพวกเขาว่า เราคิดว่าเรื่องราวของหนังน่าสนใจมากจนอยากจะนำมาสร้างใหม่เป็นหนังพูดอังกฤษน่ะ”

สองพี่น้องแปงเองก็สนใจเช่นกัน ฝาแฝดเหมือนที่เกิดในฮ่องกง (Hong Kong) คู่นี้เคยสร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการภาพยนตร์มาแล้วหลายเรื่อง รวมทั้ง The Eye คนเห็นผี ผลงานระทึกขวัญวิญญาณสยองที่เพิ่งสร้างใหม่เป็นฉบับภาษาอังกฤษและนำแสดงโดยเจสสิก้า อัลบ้า (Jessica Alba) และอำนวยการสร้างภาพยนตร์โดยทอม ครู้ซ (Tom Cruise)

แต่ครั้งนี้ พี่น้องแปงรับข้อเสนอที่หาได้ยากยิ่ง นั่นคือ โอกาสที่จะได้สร้างผลงานของตัวเองขึ้นมาใหม่ “เราคิดว่ามันเป็นงานที่ท้าทายความสามารถของพวกเราอย่างน่าสนใจยิ่งนัก เพราะจะต้องปรับให้แนวคิดของพวกเราทันสมัยขึ้น หลังจากที่สร้างผลงานต้นฉบับไว้นานกว่า 6 ปีแล้ว” อ๊อกไซด์ แปง (Oxide Pang) กล่าว “เราจะต้องนำเอาแนวคิดเดิม, โครงเรื่องเดิม, มารับปรับแต่งให้เหมาะสม และสอดแทรกเรื่องราวที่จะเข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่กว้างขึ้น”

ชีรัคกับชูแมนยังดึงเจสัน ริชแมน (Jason Richman) เข้ามาช่วยปรับเกลาบทภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย ริชแมนเป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์ที่มีผลงานดัง ๆ อย่าง Bad Company คู่เดือด แสบเกินพิกัด ภาพยนตร์ตลกร้ายกาจปนแอ็คชั่นสุดระห่ำที่นำแสดงโดยคริส ร็อค (Chris Rock) กับแอนโธนี่ ฮ็อพกิ้น (Anthony Hopkins) นอกจากจะปรับเรื่องราวให้ร่วมสมัยแล้ว ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ทั้งสองคนยังอยากให้ริชแมนสะท้อนภาพของวัฒนธรรมไทยอย่างตรงไปตรงมา จึงส่งเขามาศึกษาวิถีชีวิตของผู้คนและบ้านเมืองในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งได้รับประสบการณ์ตรง 

“เรามาขลุกอยู่ในประเทศไทย (Thailand) เพื่อทำการบ้านกันราว ๆ หนึ่งสัปดาห์” ริชแมนเล่า “ตอนอยู่ที่นั่น รายละเอียดต่าง ๆ ที่จะใส่ไว้ในบทหนังเรื่องนี้ก็มีแยะมาก ใช้เวลาไม่นานเมื่อเทียบกับหนังเรื่องก่อน ๆ ผมคิดว่าการที่ผมได้ไปพบปะผู้คน และเที่ยวชมเมืองแบบเจาะลึกกว่าที่นักท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไปจะได้เห็น ซึ่งนั่นให้แรงบันดาลใจกับผมเกินกว่าที่คาดแยะทีเดียว”

“การไปศึกษาสถานที่จริงช่วยเปิดโลกทัศน์ของผม ทำให้ได้สัมผัสความงดงามของคนไทยและวัฒนธรรมที่อัดแน่นอยู่เต็มแผ่นดินไทย (Thailand) การผสมผสานความงามตามธรรมชาติของประเทศอันแสนสงบสุข เข้ากับ บทบาทบู๊สุดระห่ำของมือปืนรับจ้าง เป็นการทำงานที่ผมประทับใจมาก"เขากล่าว

ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ทั้งคู่ก็ปลื้มกับบทภาพยนตร์เป็นอย่างยิ่ง “เรื่อวราวง่าย ๆ แต่บอกเล่าได้อย่างยอดเยี่ยม” ชีรัคกล่าว “ทุกวันนี้เราเห็นแต่หนังที่พยายามทำตัวให้ซับซ้อนสับสนจนขาดความใส่ใจในตัวละครอย่างเห็นได้ชัด เจสันเขียนบทให้เข้าใจง่าย ติดตามไปเรื่อย ๆ และเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ศึกาตัวละครที่น่าสนใจเหล่านี้ ลึกซึ้งลงไปถึงวิถีชีวิตของพวกเขาตั้งแต่เริ่มต้นไปจนกระทั้งเรื่องราวทั้งหมดจบลงนั่นเลย”

พี่น้องฝาแฝดแปง (The Pang Brothers) ก็ประทับใจกับการปรับแต่งบทภาพยนตร์จากผลงานต้นฉบับของพวกเขาเป็นอย่างมาก “ผมเคยได้ยินว่า บทหนังฮอลลีวู้ด (Hollywood) มักจะใช้ผู้เขียนบทหลาย ๆ คนมาร่วมงานกัน” แดนนี่กล่าว “เจสันฉายเดี่ยวตั้งแต่บทร่างฉบับแรกจนถึงบทฉบับสุดท้ายที่ขัดเกลาเรียบร้อย ซึ่งเราอ่านแล้วก็พบว่า มันคงความสมบูรณ์ของต้นฉบับไว้ได้อย่างน่าทึ่งมากครับ”

ตั้งแต่เริ่มคิดสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วที่ทั้ง ริชแมน, ชีรัค, และชูแมนมั่นใจเหลือเกินว่า จะมีนักแสดงหนุ่มใหญ่เพียงคนเดียวเท่านั้นที่เหมาะกับบทโจเป็นที่สุด “เราต่างก็มองว่านิโคลาส เคจ (Nicolas Cage) จะมาเป็น โจ (Joe) ตลอดกระบวนการขัดเกลาบทหนังเรื่องนี้” ชีรัคเล่า “โจไม่ค่อยมีบทพูดมากนัก เราจึงจำเป็นต้องได้นักแสดงที่มีพลังและกร้านโลกมาถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกของตัวละครอย่างครบถ้วน นิคจึงเป็นเหมาะกับบทนี้เป็นที่สุด” 

เคจชื่นชอบภาพยนตร์เอเชีย (Asian cinema) และเคยร่วมงานกับจอห์น วู (John Woo) เจ้าพ่อหนังแอ็คชั่นฮ่องกง (Hong Kong) ใน Face/Off สลับหน้า ล่าล้างโลก ก็ชื่นชมภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่องของฝาแฝดแปง โดยเฉพาะเรื่อง Bangkok Dangerous เพชฌฆาตเงียบ อันตราย

“ผมชอบหนังต้นฉบับตรงสไตล์กับการตัดต่อ แล้วก็การเดินเรื่อง ตอนที่อ่านบทฉบับใหม่นี่ ผมประทับใจความสัมพันธ์แบบครูกับศิษย์ระหว่าง โจ เอนเดอร์ (Joe Ender) ที่ผมแสดงกับ ก้อง (Kong) ที่ชาคริตแสดง ซึ่งพัฒนาไปเป็นมิตรภาพในที่สุด ผมว่ามันน่าสนใจที่จะได้เห็นความแตกต่างกันเชิงวัฒนธรรมที่ทำให้เราต้องปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกัน และเข้ากับมันให้ได้” เคจกล่าว

นอร์ม โกไล้ท์ลี่ (Norm Golightly) ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์และประธานบริษัท Saturn Films ของเคจกล่าวเสริมว่า “เราคิดว่ามันยอดเยี่ยมมาก ๆ ที่จะได้เห็นดาราแถวหน้าของฮอลลีวู้ด (Hollywood) ร่วมเป็นส่วหนนึ่งในกระบวนการทำงานแบบเอเชีย นี่เป็นประสบการณ์แปลกใหม่สำหรับทั้งนิคและผมที่จะได้ทำงานในโลกที่แตกต่าง เราทำงานตามวิธีการของพวกเขา ทุกอย่างทุกขั้นตอนเช่นเดียวกับที่พวกเขาเคยสร้างความเกรียงไกรกับผลงานเรื่องก่อน ๆ น่ะ”

แม้การได้ นิค มาเป็นตัวชูธงให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่ก็ยังทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจตามมาอีกหลายข้อว่า จะต้องปรับแต่งบทภาพยนตร์อย่างไรจึงจะลงตัวเหมาะสมที่สุด เพราะบทภาพยนตร์ต้นฉบับกำหนดให้ โจ เป็นใบ้และหูหนวก อันเป็นความพิการที่ผลักดันให้เขาแยกตัวจากสังคมไปใช้ชีวิตอยู่อย่างสันโดษ “เราดูหนังหลาย ๆ เรื่องที่นักฆ่ามักมัวแต่เสียเวลาพูดพล่ามไม่เข้าท่า” อ๊อกไซด์กล่าว “เราก็คิดว่า จริง ๆ แล้วนักฆ่าไม่ควรช่างเจรจา เขาน่าจะทุ่มเทเวลาและความตั้งใจทั้งหมดไปที่เป้าหมายของภารกิจมากกว่าไง พอคิดได้อย่างนี้เราก็เลยให้มือปืนรับจ้างของเราเป็นใบ้และหูหนวกเสียเลย”

แต่ในภาพยนตร์ฉบับล่าสุดนี่ ความแปลกแยกแตกต่างไปจากสังคมคนส่วนใหญ่ ไม่เกิดจากการความพิการทางกาย หากแต่เป็นเพราะพระเอกของเราพูดภาษาไทยไม่ได้ แล้วก็ไม่คุ้นเคยกับขนบธรรมเนียมของท้องถิ่นเอาเสียเลย “เราคิดว่าการที่ชาวตะวันตกสักคนเข้ามาอยู่กรุงเทพและไม่สามารถพูดภาษาไทยได้นี่ ก็ทำให้โจแปลกแยกไปจากสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเขาเช่นกัน ภาษาไทยเป็นภาษาที่ไม่อาจทำความเข้าใจได้ง่าย ๆ เลยนะ คุณมืดแปดด้านแน่ ๆ ถ้าพูดไม่ได้ ฟังไม่เข้าใจน่ะ”

ริชแมนพยายามคงแนวคิดของภาพยนตร์ต้นฉบับไว้ด้วยการสร้าง ฝน (Fon) ให้เป็นใบ้และหูหนวก ฝนเป็นสาวงามที่สร้างสัมพันธภาพแนบแน่นกับ โจ เพราะต่างคนก็ต่างไม่อาจจะสื่อสารกับคนอื่นให้เข้าใจได้โดยง่าย “ผมชอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครของนิคกับฝนมากนะ” ผู้เขียนบทภาพยนตร์กล่าว “มันเป็นความสัมพันธ์ของคนคู่นี้พิเศษมาก ๆ - เป็นความรักที่บริสุทธิ์แสนจริงใจ – แล้วก็ทำให้งานเกลาบทของผมสนุกสนานขึ้นอีกแยะ”

แววตาจะเผยความในใจทุกอย่างให้คุณรู้

-  โจ

หลังจากสร้างภาพยนตร์มาหลายสิบเรื่องแล้ว ผู้กำกับสองพี่น้องฝาแฝดอ๊อกไซด์กับแดนนี่ แปง (Oxide and Danny Pang) พัฒนาวิธีการร่วมงานให้เข้าขากันได้ดีชนิดที่นักสร้างภาพยนตร์คนไหน ๆ ก็ไม่มีทางทำได้ยอดเยี่ยมเท่ากับคู่ที่มีดีเอ็นเอร่วมกันสองคนนี้

“เราทำงานเหมือนกับประสานสองพลังเป็นหนึ่งเดียว” อ๊อกไซด์กล่าว “เราเขียนบทด้วยกันก่อน แล้วพอร่างภาพสตอรี่บอร์ดนี่ก็จะทำไปพร้อม ๆ กันทั้งสองคนครับ”

“พอสองขั้นตอนสำคัญในช่วงแรกเริ่มเสร็จลงแล้วนั่นแหละ เราถึงจะแยกกันทำงาน เพราะถึงตอนนั้นเราก็จะเข้าใจตรงกันแล้วว่าแต่ละขั้นตอนถัด ๆ ไปจะทำอะไรกันบ้าง” แดนนี่กล่าวเสริม “บางวันนี่ผมก็จะเข้าไปกองถ่าย ในขระที่อ๊อกไซด์อาจจะมาเปลี่ยนเวรถ่ายในวันถัดไป ถ้าไม่ใช่ฉากใหญ่ ๆ หรือฉากสำคัญ ๆ นี่เราก็แยกกันถ่ายทำได้ครับ”

ชีรัคประหลาดใจมากที่ฝาแฝดคู่นี้ทำงานร่วมกันราวกับอ่านใจของอีกคนได้ แม้จะไม่ได้เข้ามายังกองถ่ายทำในวันเดียวกันหรือประชุมส่งต่องานกันด้วยซ้ำ “ทุกคนในกองต่างก็ประทับใจกับการทำงานร่วมกันแบบแดนนี่กับอ๊อกไซด์มากเลยนะ ถ้าคุณกับคนหนึ่งในวันจันทร์ แล้วไปคุยกับอีกคนในวันอังคาร คุณก็จะเห็นชัดเลยว่า งานดำเนินไปอย่างราบรื่นไม่มีสะดุดราวกับคุยงานอยู่กับคน ๆ เดียวกันเป๊ะอย่างไงอย่างงั้นเลย มันแปลกไหมล่ะ แต่นั่นก็ทำให้กองถ่ายทำงานง่ายขึ้นแยะ เพราะทั้งคู่จะสลับสับเปลี่ยนกันเข้ามาในกองถ่าย และต่องานกันได้อย่างราบรื่น แม้ว่าฝาแฝดคู่นี้จะมีบุคลิกที่แตกต่างกัน แต่เขาจะคิดไปในแนวทางเดียวกันเมื่อมาทำหน้าที่เป็นผู้กำกับ” 

เจมส์ นิวพอร์ท (James Newport) ผู้ออกแบบสร้างสรรค์ฉากก็เห็นพ้องต้องกันว่า การร่วมงานกับผู้กำกับภาพยนตร์สองคนนี้เป็นประสบการณ์ที่แตกต่างไปจากทุกกองถ่ายก่อน ๆ โดยสิ้นเชิง “พวกเขามีพลังจิตสื่อสารถึงกันแน่ ๆ ก็ถามคนหนึ่งอีกคนหนึ่งก็ตอบได้ราวกับเป็นคน ๆ เดียวกัน เรียกว่าถ้าไม่เจออ๊อกไซด์ก็ถามแดนนี่ได้ ต่างคนต่างจะมีคำตอบเตรียมไว้พร้อมแม้จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ผมเคยคุยกับอีกคนหนึ่งค้างไว้ถึงตรงไหนแล้ว ทั้งคู่เข้าใจงานที่กำลังทำอยู่อย่างลึกซึ้ง และแบ่งหน้าที่กับรับผิดชอบราวกับคนละครึ่งเป๊ะ ๆ เลยทีเดียว”

สิ่งหนึ่งที่สองพี่น้องฝาแฝดตระกูลแปงเห็นพ้องต้องกันก็คือ ทั้งคู่ต่างตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ได้ร่วมงานกับนิโคลาส เคจ (Nicolas Cage) นักแสดงหนุ่มใหญ่ที่แดนนี่ยกย่องให้เป็น “หนึ่งในไอดอลแห่งโลกภาพยนตร์ของพวกเรา”

“ผมชอบฝีไม้ลายมือของเคจตั้งแต่ Birdy ที่กำกับโดยอลัน ปาร์คเกอร์ (Alan Parker) แล้ว ผมไม่แน่ใจนักนะว่าหนังเรื่องนี้จะผ่านตาผู้ชมมากแค่ไหน แต่ผมจำได้แม่นเลยว่าได้ดูเขาเล่นหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก” แดนนี่กล่าว

อ๊อกไซด์กล่าวเสริมว่าการได้ร่วมงานกับเคจจทำให้ความฝันของเขาเป็นจริง “เราก็เปลี่ยนเรื่องราวปรับไปเรื่อย ๆ ในระหว่างการถ่ายทำ ซึ่งนิคก็เปิดใจกว้างมาก ๆ ที่ยอมรับฟังแนวคิดและทำตามการกำกับของพวกเราอย่างเคร่งครัด” เขาเล่า “ภาษาอังกฤษของเราทั้งคู่ก็ใช่ว่าจะดีนัก แต่เขาก็ตั้งอกตั้งใจฟังและพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เราคุยกัน เราแทบไม่รู้สึกเลยว่ากำลังกำกับ ซูเปอร์สตาร์ น่ะครับ”

“นิค เคจ ก็ยังคงเป็น นิค เคจ วันยันค่ำ” ชีรัคกล่าว “เขาเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมาก ๆ เขาสามารถเสริมสร้างให้ตัวละครโลดแล่นไปตามบทบาทได้อย่างมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น เขายังช่วยเล่าเรื่องราวทั้งหมดผ่านสีหน้า แววตา และอากัปกิริยาได้อย่างแยบยล เขาต้องแสดงประกบกับตัวละครที่ทั้งหูหนวกและเป็นใบ้ได้ชินดตีบทแตกเลยจริง ๆ”

เคจประทับใจตัวละครนำแสดงของเขาตรงที่ เป็นคนซับซ้อน และต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติหลาย ๆ อย่างในชีวิตที่ประเดประดังเข้ามาพร้อม ๆ กัน “โจเป็นคนที่เคยใช้ชีวิตในกองทัพมาก่อน แต่ตอนนี้เขารับจ้างฆ่า เป็นทหารรับจ้างไปแล้ว เขามีปัญหาครอบครัวรุมเร้ามาตลอดชีวิต ถ้าจะต้องฟันธงว่าเขาเป็นอะไร ผมก็คงมองว่าเขาเป็นมัจจุราชพันธุ์แท้ แต่เขาก็กำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะถีบตัวเองให้หลุดพ้นจากสถานภาพนั้นอยู่นะครับ”

“เขาหลีกหนีความรุนแรง, ความชั่วร้ายที่สั่งสมอยู่ในตัวของเขา ทั้งนี้ก็เพราะเขาพบกับ ฝน (Fon) หญิงสาวที่เต็มไปด้วยความน่าเสน่หา, ความอ่อนโยน, แล้วก็คงเป็นเพราะประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพด้วยแหละครับ เขาหันหน้าเข้าพึ่งทางสงบมากขึ้น และจุดนั้นเองที่ผลักดันให้เขาเข้าสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรง เพราะมันขัดกับสันดานของเขาชนิดหักดิบเลยทีเดียว เขาไม่มีทางจะอยู่อย่างสงบได้ก็เพราะปูมหลังตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กของเขานั่นเลยล่ะครับ” เคจเล่า

เคจชื่นชมหยังไฉ่หนี (Charlie Young) นักแสดงหญิงที่รับบทฝน (Fon) สาวที่เขาหลงรักว่า “ไฉ่หนีแสดงได้เข้าขากับผมเป็นอย่างดี เธอเป็นกุลสตรี, อ่อนโยน, เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, และเป็นนักแสดงหญิงที่สุดยอดมาก ๆ ด้วย” เคจกล่าว “ผมมั่นใจว่าเราสร้างสรรค์คู่รักที่จะโดดเด่นมาก ๆ แล้วก็มั่นใจด้วยว่าคุณจะคู่รักต่างวัฒนธรรมที่มาลงเอยแบบนี้จากหนังเรื่องไหน ๆ แน่ครับ”

ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ประทับใจ ฝีไม้ลายมือการแสดงของนักแสดงสาวชาวฮ่องกง (Hong Kong) เช่นกัน “หยังไฉ่หนีทุ่มสุดตัวเลย” ชีรัคเล่า “ผมเห็นหลายฉากที่พระ-นางเข้าขากันได้อย่างน่าทึ่งมาก ๆ ครับ”

หยังไฉ่หนียังเรียนภาษามือกับคุณกนิษฐา รัตนสินธุ์ (Katitha Rattanasin) จากสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย (National Association of the Deaf) ที่ยังกล่าวชมนักแสดงสาวว่า “เธอเรียนรู้ได้เร็วมาก และตั้งอกตั้งใจมากค่ะ แถมยังบันทึกเทปบทเรียนต่าง ๆ ไปฝึกเองด้วยนะ เธอสามารถสื่อสารกับคนหูหนวกในสถานการณ์จริงได้อย่างไม่เคอะเขินเลยล่ะค่ะ”

นอกจากภาษามือแล้ว หยังไฉ่หนียังเรียนรำไทยด้วย “รำไทยนี่ท้าทายความสามารถมากเลยนะคะ” เธอเล่า “ฉันมีเวลาฝึกซ้อมแค่ 7 วันเท่านั้นเอง แล้วก็ต้องร่ายรำกับกลุ่มนางรำมืออาชีพด้วย ขอบคุณครูที่เก่งฉกาจมากมาย เธอเคี่ยวเข็ญจนฉันรำคล่องเชียวล่ะค่ะ”

“ตอนมาถึงกองถ่ายวันแรกนี่ ฉันประหม่ามากเพราะฉันฝึกมานิดเดียวแล้วก็ไม่อยากให้ใครต่อใครผิดหวังน่ะ ครูบอกกับฉันเป็นภาษาไทยว่า ครูจะคอยช่วยตลอดนะ พยายามให้เต็มที่ ไม่ยากหรอกน่า ตอนนั้นฉันแทบจะร้องไห้ออกมาเลยค่ะ ฉันรู้ดีว่าฉันจะต้องพยายามให้ดีที่สุด”

หยังไฉ่หนีตั้งใจที่จะไม่เตรียมสวมวิญญาณเป็นตัวละครสาวคนนี้เต็มที่จนถึงขั้นเกร็ง “ฉันว่าบางครั้งอ่านบทแล้วก็ไม่ควรคิดมากน่ะค่ะ เข้าฉากแล้วรู้สึกอย่างไรก็แสดงออกมาอย่างนั้นเลยน่าจะดีกว่า ฉันอยากให้ฝนแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติให้ได้มากที่สุดค่ะ” 

ในทางกลับกันชาคริต แย้มนาม (Shahkrit Yamnarm) ที่รับบทก้อง (Kong) ไปฝึกซ้อมก่อนเข้ากล้องอย่างหนักเพื่อที่จะเป็นผู้ช่วยมือปืนได้อย่างสมบทบาท “ผมศึกษาบทโดยละเอียด อ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่หลายเที่ยวจนจำบทได้ขึ้นใจ และพยายามรู้จักก้องให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนผมกับก้องกลายเป็นคน ๆ เดียวกันเลยนะครับ ผมยังไปฝึกขี่จักรยานยนต์ผาดโผน และลีลาการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ซึ่งก็สนุกมาก ๆ เลยครับ”

ชีรัคประทับใจการแสดงของชาคริต แย้มนามมากเช่นกัน “ชาคริตนี่ยอดเยี่ยมมาก ๆ ตีบทแตกกระจาย” ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เอ่ยปากชม “เขามีศักยภาพที่จะเป็นดาราดังระดับโลกได้เลยนะครับ และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเขาจะแจ้งเกิดเร็ว ๆ นี้ เพราะเขาเป็นนักแสดงที่สุดยอดและมีพรสวรรค์แยะมาก”

ชาคริต แย้มนามเล่าถึงบทของเขาว่าเป็นเด็กข้างถนน, คนเชียร์แขก, และค้าขายนาฬิการาคาถูกให้กับนักท่องเที่ยว “เขาก็เก่งเอาเรื่องอยู่นะ แต่การที่จะเอาตัวรอดในโลกกว้างสุดโหดร้ายนี่ผมไม่คิดว่าเขาจะเก่งกาจขนาดนั้นหรอก เขาไม่ได้เป็นมือปืนรับจ้างในสายเลือดไง เป็นได้ก็แค่ผู้ช่วยเสียมากกว่า เขาไม่ได้ยิงใครเลยนะ แต่เขาก็เรียนรู้จากโจไปแยะเชียวล่ะ คุณจะได้เห็นการถ่ายทอดอารมณ์ และความเข้าอกเข้าใจกันระหว่างผู้ชายสองคนที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วแยะมาก แต่ต่างก็เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือต่างก็เป็นคนที่แปลกแยกจากสังคม อาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยวไง ทั้งคู่ต่างก็เป็นลูกผู้ชายที่ต้องต่อสู้เอาตัวรอดให้ได้เหมือน ๆ กันไงล่ะครับ”

เขายังเจตนาไม่หยิบ Bangkok Dangerous เพชฌฆาตเงียบ อันตราย ต้นฉบับมาดูก่อนเข้ากล้องด้วย “ผมเกรงว่าถ้าดูแล้วจะทำให้ผมเกร็งน่ะครับ ผมอยากให้ก้องเป็นบทบาทที่ออกมาจากตัวตนของผมเอง ผมตั้งใจว่าจะหยิบมาดูสักรอบหนึ่งหลังจากปิดกล้องแล้วครับ”

ในขณะที่ก้องรับหน้าที่ช่วยจัดหาอาวุธให้กับโจอย่างลับ ๆ เขาก็ตกหลุมรักอ้อม (Aom) นักเต้นสาวโคโยตี้ที่ทำงานในย่านโลกีย์กลางกรุงเทพ ปานวาด เหมณี (Panward Hemmanee) นักแสดงสาวจากแวดวงโทรทัศน์ของไทยก้าวขึ้นจอเงินเป็นครั้งแรกด้วยบทอ้อมนี่เอง ซึ่งจะเป็นหญิงสาวคนกลางที่ประสานงานระหว่างโจกับนายจ้างของเขา “ฉันไปทดสอบหน้ากล้องพร้อมกับนักแสดงสาว ๆ อีกหลายคนเลยนะคะ” เธอเล่า “ต้องเต้นโคโยตี้ด้วยนะ อายจะตาย แต่ก็ทำได้ค่ะ”  

“อ้อมเป็นผู้หญิงที่อ่อนโยนแต่ลึก ๆ ลงไปแล้วเธอเข้มแข็งมากค่ะ” เธอกล่าวต่อ “เวลาทำงานนี่เธอจะแกร่งมาก ๆ แต่ลึก ๆ ลงไปแล้วเธอก็ปรารถนาที่จะมีใครสักคนมารักเธอเหมือนผู้หญิงทั่ว ๆ ไปนั่นแหละ อ้อมนี่เซ็กซี่มากเลยนะคะ อย่างฉากเต้นโคโยตี้นี่ ฉันยังกลัวเลยว่า สาวโคโยตี้คนอื่น ๆ จะขโมยซีนไปเสียหมด ฉันเลยคิดอยู่ตลอดเวลาเลยว่า ทำอย่างไรถึงจะเซ็กซี่แซงหน้าให้เด่นเด้งกว่าทุก ๆ คน”

นิรัตติศัย กัลย์จาฤก (Nirattisai Kaljareuk) นักแสดงและผู้กำกับภาพยนตร์ไทยชื่อดังมารับบทเป็น สุรัต (Surat) หัวหน้าแก๊งค์จอมโหดที่ว่าจ้างโจ (Joe) ให้กำจัดศัตรูของเขาโดยไม่เคยประจัญหน้ากับลูกจ้างเลยแม้สักครั้งเดียว “ผมทำการบ้านก่อนเข้าดล้องด้วยการดูหนังมาเฟียหลาย ๆ เรื่อง สุรัตนี่แตกต่างจากตัวตนของผมชนิดคนละขั้วเลยนะครับ ก็สนุกดีที่ได้แสดงบทชั่วชั้นเซียนขนาดนี้”
 

วิธีป้องกันตัวที่ดีที่สุดก็คือ

รู้เขา รู้เรา รู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น

-  โจ

ตัวละครสำคัญที่สุดท้าย และอาจจะเป็นตัวละครที่สำคัญที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้ คือ ประเทศไทย นั่นเอง วิลเลี่ยม ชีรัค (William Sherak) ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์กล่าวว่า “ในหนังของเรา กรุ#